<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060</id><updated>2012-01-16T15:10:07.634+07:00</updated><title type='text'>Runnercorner Team</title><subtitle type='html'>ทีมรันเนอร์คอร์เนอร์...วิ่ง ปั่น ไตรกีฬา เฮฮาเพื่อสุขภาพ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>76</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-7498548492955131872</id><published>2012-01-16T14:57:00.003+07:00</published><updated>2012-01-16T15:08:37.006+07:00</updated><title type='text'>ข้อเท็จจริงของ “ฝน หวัด ยาพารา และวิตามินซี”</title><content type='html'>สาเหตุของอาการหวัด คือ เชื้อไวรัสที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ หรือเกาะอยู่ตามที่ต่างๆ และบางส่วนที่อยู่ในร่างกายของเรา หากร่างกายของเรายังมีภูมิต้านทานที่แข็งแรง ก็จะไม่เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น แต่ช่วงนี้ฝนตกเฉอะแฉะทุกวัน หลายคนโดนละอองฝนก็เป็นหวัดกันได้ง่าย ๆ แล้ว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นพ.สมศักดิ์ หวานกิจเจริญ อธิบายว่า หวัดไม่ได้เกิดจากฝน แต่เกิดจากการที่ร่างกายของเราเปียกฝน โดยเฉพาะที่ศีรษะ จะทำให้อุณหภูมิที่เยื่อบุจมูกลดต่ำลงประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิระดับนี้เหมาะสำหรับการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสที่ตกค้างอยู่ในช่องจมูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประกอบกับก่อนฝนตกมักจะมีลมแรง ลมจะพัดให้ไวรัสในสภาพแวดล้อมฟุ้งกระจายไปทั่ว หากเราอยู่ในบริเวณนั้น ก็มีโอกาสที่จะรับเชื้อไวรัสที่มากับลมฝน ทำให้มีไวรัสจำนวนมากบริเวณเยื่อบุจมูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเชื้อโรคมีปริมาณมาก ภูมิต้านทานของร่างกายไม่อาจต้านทานได้ จึงเกิดการอักเสบบวมของเยื่อบุจมูก ทำให้เกิดอาการคัดจมูก ร่างกายจะผลิตน้ำมูกขึ้นมาเพื่อพยายามป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย หากเชื้อโรคบุกไปได้ถึงลำคอ ก็จะทำให้เกิดอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ อุณหภูมิบริเวณมือและเท้า ก็มีผลด้วยเช่นเดียวกัน หากเท้าของเราเปียกน้ำ หรือต้องแช่อยู่ในน้ำนานๆ ก็มีผลให้อุณหภูมิที่เยื่อบุจมูกลดลง และทำให้เป็นหวัดได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัด ก่อนฝนตกพยายามอย่าอยู่ในที่โล่งแจ้ง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากปิดจมูกไว้ เมื่อฝนตกก็ควรกางร่มหรือหาที่หลบฝน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเปียกฝน ควรอาบน้ำสระผมด้วยน้ำอุ่น แล้วเช็ดหรือเป่าผมให้แห้ง ใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นหรือห่มผ้า หรืออาจแช่เท้าในน้ำอุ่น อย่านอนทั้งๆ ที่ผมยังไม่แห้ง เพราะนอกจากความเปียกชื้นจะทำให้เป็นหวัดได้แล้ว ยังทำให้เกิดเชื้อราได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากไม่สะดวกที่จะอาบน้ำ ต้องรีบเช็ดตัวให้แห้ง ควรเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่เสื้อผ้าที่แห้งและอบอุ่น ถอดถุงเท้ารองเท้า อย่าปล่อยให้เท้าเปียกชื้น เพราะอาจทำให้เป็นหวัดและเกิดเชื้อราได้เช่นกัน หากต้องเดินลุยน้ำท่วมน้ำขัง ควรล้างเท้าฟอกสบู่ให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วทาแป้งฝุ่นทับ จะช่วยให้เท้าสะอาด แห้งสบายขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ เช่น น้ำขิงสักแก้ว และปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม เนื่องจากอากาศมีความชื้นและเย็นมากอยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ หลักการก็คือทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น เพื่อไม่ให้ไวรัสแบ่งตัวแพร่กระจายได้&lt;br /&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; DISPLAY: block; HEIGHT: 296px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5698138661578020210" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/-sWwiVSUwNtk/TxPa7DRHFXI/AAAAAAAADVw/wUW-E3ovje0/s400/m267876.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนเมื่อเปียกฝนมา จะใช้วิธี “กินยากันไว้ก่อน” ส่วนใหญ่ก็คือยาพาราเซตามอล โดยหวังว่ายาจะช่วยป้องกันโรคหวัดได้ แต่แท้ที่จริงแล้ว พาราเซตามอล คือ ยาแก้ปวด ลดไข้ จึงไม่ได้ช่วยป้องกันหวัดแต่อย่างใด และไม่มีความจำเป็นต้องกินล่วงหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และถึงแม้จะป่วยเป็นหวัดขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่มียาอะไรที่จะรักษาโรคหวัดได้ เนื่องจากหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยังไม่มียาใดที่จะฆ่าเชื้อไวรัสได้ ยาที่ใช้เป็นเพียงยาบรรเทาอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้อักเสบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรระวังในการใช้ยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้ ก็คือ ไม่ควรกินเกินวันละ 8 เม็ด และไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 5 วัน มิฉะนั้น อาจเกิดผลข้างเคียงต่อตับได้ ส่วนยาลดน้ำมูกบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม หากต้องทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือขับขี่ยานพาหนะ ควรระมัดระวังให้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเป็นหวัด สิ่งสำคัญคือ การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ นอนให้เร็วขึ้นกว่าปกติ ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ รักษาร่างกายให้อบอุ่น จะช่วยให้อาการทุเลาขึ้นอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการกินยากันไว้ก่อน บางคนยังใช้วิธีกินวิตามินซีเมื่อเป็นหวัด จริงอยู่ว่าสรรพคุณหนึ่งของวิตามินซีก็คือช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายและช่วยบรรเทาอาการน้ำมูกไหล แต่การปล่อยให้ป่วยเสียก่อนค่อยมากินวิตามินซี ดูจะไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราควรจะรับประทานวิตามินซีให้เป็นปกตินิสัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แข็งแรงอยู่เสมอ จะช่วยให้ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยง่าย ๆ อาหาร ที่มีวิตามินซีสูง ก็คือ ผักสด เช่น ผักคะน้า กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ พริกทุกชนิด ผักกาดและผักใบเขียวทั้งหลาย ผลไม้สด เช่น ฝรั่ง มะม่วง มะละกอ ลำไย ลิ้นจี่ พุทรา มะกอก เงาะ แคนตาลูป ส้ม แอปเปิล มะเขือเทศ สับปะรด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญ อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ร่างกายสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังทำให้มีสุขภาพดีในระยะยาวด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000088628"&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-7498548492955131872?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/7498548492955131872/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2012/01/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7498548492955131872'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7498548492955131872'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2012/01/blog-post.html' title='ข้อเท็จจริงของ “ฝน หวัด ยาพารา และวิตามินซี”'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-sWwiVSUwNtk/TxPa7DRHFXI/AAAAAAAADVw/wUW-E3ovje0/s72-c/m267876.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-7048717813485858920</id><published>2010-10-22T15:11:00.003+07:00</published><updated>2010-10-22T15:16:53.441+07:00</updated><title type='text'>ขี่จักรยานแล้วได้อะไรบ้าง</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/TMFH3t0jLqI/AAAAAAAAC-M/SW7bR1EbfKs/s1600/1024x768_Option3.jpg"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; DISPLAY: block; HEIGHT: 300px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5530780839906061986" border="0" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/TMFH3t0jLqI/AAAAAAAAC-M/SW7bR1EbfKs/s400/1024x768_Option3.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;1.ได้ออกกำลังกาย ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้โรคที่เป็นอยู่หายได้โดยไม่ต้องพึ่งหมอกินยา กับยังป้องกันไม่ให้เกิดเป็นโรคร้ายต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาตได้อีกด้วย&lt;br /&gt;2.ได้สุขภาพกายและจิตดี...ที่ไม่มีขาย ทำให้เกิดขึ้นกับตนเองจากการขี่รถจักรยาน&lt;br /&gt;3.ได้รับความภูมิใจ...ที่ไม่มีขาย ต้องทำให้เกิดขึ้นกับตนเอง เช่นเขาขับรถยนต์ไปจังหวัดเชียงใหม่ เราขี่จักรยานไปก็ถึงจังหวัดเชียงใหม่ได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;4.ได้ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าใช้พาหนะที่มีเครื่องยนต์อื่น ๆ&lt;br /&gt;5.ได้พบปะพูดคุย เห็นการเป็นอยู่และการทำมาหากินของประชาชนตามรายทางที่ขี่รถจักรยานผ่าน&lt;br /&gt;6.ได้รู้จักเอาชนะตนเองด้วยความพยายาม&lt;br /&gt;7.ได้รับความปลอดภัยมากกว่าการใช้พาหนะที่ใช้เครื่องยนต์อื่น ๆ&lt;br /&gt;8.ได้ทานอาหารสารพัดตามต้องการ เพราะในร่างการไม่มีโรคร้ายที่จะต้องจำกัดอาหาร&lt;br /&gt;9.ได้เพื่อนจากสังคมอื่นอีกมากมายมาเป็นสังคมเดียวกัน คือสังคมชาวจักรยานที่อบอุ่นช่วยเหลือเจือจุนกันเสมือนพี่น้อง&lt;br /&gt;10.ได้รับความสนุกจากการไปขี่รถจักรยานแข่งขันตามสนามแข่งในจังหวัดต่าง ๆ&lt;br /&gt;11.ได้มีรถใช้ส่วนตัว เสมือนกับผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวขี่ไปทำงานหรือไปทำธุระต่าง ๆ ได้สะดวก&lt;br /&gt;12.ได้คุ้มครองชีวิตของตนเองขณะที่ขี่รถจักรยานไปในที่ต่าง ๆ&lt;br /&gt;13.ได้สนองนโยบายของรัฐบาลที่สนุบสนุนและเชิญชวนให้ประชาชนออกกำลังกายเพื่อร่างกายจะได้แข็งแรงกันมาก ๆ ทั้งประเทศ&lt;br /&gt;14.ได้สนองนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้ประหยัดพลังงานน้ำมัน&lt;br /&gt;15.ได้คำจำกัดความสุดวิเศษมาทำให้ตนเองมีมานะและอดทนว่า “มีความสุขอยู่กับความเหนื่อยยากลำบากของตนเองขณะขี่รถจักรยาน” คือ เมื่อขี่รถจักรยานไปนาน ๆ จนถึงขนาดขี่ไปได้ทั้งวัน ไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ลมจะแรง แดดจะออก เหงื่อจะไหล ท้องจะหิว ได้บ่อย ๆ แล้วจะพบกับสัจธรรมข้อนี้&lt;br /&gt;16.ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เช่น สายลม แสงแดด เม็ดฝุ่น ได้เห็นสรรพสิ่งสองข้างทางที่ผ่านอย่างช้า ๆ ชัดเจน ได้ยินเ&lt;br /&gt;สียงของสรรพสัตว์อย่างชัดเจน ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ ขณะขี่รถจักรยานในชนบท&lt;br /&gt;17.ได้เป็นผู้ไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียในด้านากรลดควันและเสียงจากท่อไอเสียรถที่ใช้เครื่องยนต์&lt;br /&gt;18.ได้เข้าไปอยู่ใน “โลกจักรยาน” เป็นอีกโลกหนึ่งที่มีแต่ชาวจักรยานเท่านั้นที่จะเข้าใจว่า เป็นโลกที่น่าอยู่&lt;br /&gt;19.ได้ท่องเที่ยวแบบประหยัด ได้เกิดความรู้&lt;br /&gt;20.ได้ภาพพจน์ที่ดีแก่ตนเอง เช่น เป็นคนแข็งแรง เป็นนักกีฬา เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น เราจึงควรรีบไปซื้อหารถจักรยานมาขี่กัน เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของตัวเราเองและเพื่อนร่วมชาติก็จะมีความสุขไปพร้อม ๆ กับเราด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ : บทความเรื่องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดยนายแพทย์วีรชาติ เลิศนิธิกุล รวมรวบโดยคุณธารีย์ พรหมประสิทธิ์&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-7048717813485858920?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/7048717813485858920/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2010/10/blog-post.html#comment-form' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7048717813485858920'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7048717813485858920'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2010/10/blog-post.html' title='ขี่จักรยานแล้วได้อะไรบ้าง'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/TMFH3t0jLqI/AAAAAAAAC-M/SW7bR1EbfKs/s72-c/1024x768_Option3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-5956185596923382189</id><published>2010-03-11T12:13:00.002+07:00</published><updated>2010-03-11T12:15:45.856+07:00</updated><title type='text'>"ไทยถีบ" ท่องอัมพวา</title><content type='html'>"ตลาดน้ำอัมพวา" ตลาดน้ำชื่อดังแห่งเมืองแม่กลอง สมุทรสงคราม เป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตที่มีคนมาเที่ยวกันมากมายทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ คราวนี้มีอะไรใหม่ๆ มาให้นักท่องเที่ยวได้สนุกสนานกันอีกแล้ว เมื่อบริษัทยังดี ในเครืออินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ร่วมกับอำเภออัมพวา เพิ่มทางเลือกใหม่ให้นักท่องเที่ยวด้วยการถีบจักรยานท่องเที่ยวในเมืองอัมพวา โดยได้เปิดตัว "สถานีไทยถีบ" สถานีให้เช่าจักรยาน และมีบริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น บริการที่จอดรถ แวะพักเข้าห้องน้ำ อินเตอร์เน็ต เป็นต้น โดยตั้งใจให้นักท่องเที่ยว "เที่ยวสนุกสุขภาพดีช่วยลดภาวะโลกร้อน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5447240574044030002" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 267px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/S5h8cP39RDI/AAAAAAAAC0k/wZB6g5uf9MU/s400/553000003603501.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการถีบจักรยานท่องเที่ยวในอำเภออัมพวานี้ นอกจากจะเป็นการท่องเที่ยวอัมพวาด้วยประสบการณ์ใหม่แล้ว ก็ยังเป็นการช่วยลดมลภาวะและลดโลกร้อน รวมทั้งเพิ่มทางเลือกใหม่ในการเดินทางให้นักท่องเที่ยว โดยบริษัทยังดีได้จัดทำและพัฒนาเส้นทางให้กับนักท่องเที่ยวที่ถีบจักรยานโดยเฉพาะ เพื่อให้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก เช่น จัดทำป้ายบอกเส้นทางไปยังแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเมื่อเช่าจักรยานจากสถานีไทยถีบแล้ว ก็จะได้รับแผนที่แนะนำเส้นทางการขี่จักรยาน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถถีบไปตามเส้นทางที่แนะนำ หรือถีบได้ตามใจ โดยเส้นทางตัวอย่างในการถีบนั้นสามารถเริ่มได้จากสถานีไทยถีบ แล้วถีบเข้าตัวเมืองอัมพวา แวะชมพิพิธภัณฑ์ขนมไทย ก่อนจะนำจักรยานนั่งเรือข้ามฟากมาขึ้นยังวัดบางนางลี่ ก่อนจะไปแวะที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ชมอนุสาวรีย์ทูล ทองใจ และบ้านดนตรีไทย ถีบไปต่อยังวัดบางแคใหญ่ใน ชมภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 2 ภายในกุฏิสงฆ์และหอไตร ขี่จักรยานข้ามสะพานสลิง สะพานข้ามคลองคู่ขนานกับสะพานแควอ้อม ที่หลายๆ คนยังไม่เคยเห็น เพราะมีแต่จักรยาน มอเตอร์ไซค์และคนเดินเท้าเท่านั้นที่สามารถข้ามสะพานสลิงนี้ได้ อีกทั้งยังสามารถถีบจักรยานไปชมวัดบางกุ้ง ที่มีโบสถ์ปรกโพธิ์และหลวงพ่อนิลมณีเป็นอันซีนไทยแลนด์แห่งอัมพวา ก่อนจะไปปิดท้ายกันด้วยการหาของกินอร่อยๆและของฝากน่ารักกันที่ตลาดน้ำอัมพวา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับค่าบริการในการเช่าจักรยานสถานีไทยถีบ ครึ่งชั่วโมงแรกฟรี ครึ่งชั่วโมงถัดไป 30 บาท 2 ชั่วโมง 120 บาท 3 ชั่วโมง 150 บาท 4 ชั่วโมง 180 บาท 5 ชั่วโมงขึ้นไป คิดเป็นราคาเหมาต่อ 1 วัน 250 บาท และในกรณีที่ปั่นไม่ไหว สามารถเรียกใช้บริการรับรถรับคนได้ โดยการโทรไปที่ call center ของสถานีไทยถีบ โดยจะมีสถานีย่อยระหว่างทางสำหรับจอดรถจักรยาน และพานักท่องเที่ยวกลับไปสู่สถานีไทยถีบอีกครั้ง นอกจากนั้นที่สถานีไทยถีบก็ยังมีบริการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองอัมพวา ทั้งด้านประวัติศาสตร์และสถานที่ที่น่าสนใจ แนะนำที่พัก ร้านอาหาร และการจองแพ็คเกจทัวร์ต่างๆ อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"สถานีไทยถีบ" ตั้งอยู่บนถนนประชาเศรษฐ ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 35 ถนนสายธนบุรี-ปากท่อ (พระราม 2) ผ่านสี่แยกมหาชัย-นาเกลือ ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 63 จะมีทางแยกต่างระดับเข้าตัวเมืองสมุทรสงคราม จากนั้นวิ่งตามป้ายมายังอำเภออัมพวา เมื่อเจ้าทางหลวงหมายเลข 325 (สมุทรสงคราม-บางแพ) แล้ว วิ่งมาประมาณ 6 ก.ม. จะพบแยกสามโขน ซึ่งมีหัวโขน 3 หัวขนาดใหญ่มองเห็นเป็นสัญลักษณ์แล้วก็ให้เลี้ยวซ้าย ก็จะพบกับสถานีไทยถีบ ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 10.00-20.00 น. และวันศุกร์-อาทิตย์ 10.00-24.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่ call center สถานีไทยถีบ โทร.08-2777-5999&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9530000033865"&gt;ASTV ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-5956185596923382189?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/5956185596923382189/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2010/03/blog-post_11.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/5956185596923382189'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/5956185596923382189'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2010/03/blog-post_11.html' title='&quot;ไทยถีบ&quot; ท่องอัมพวา'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/S5h8cP39RDI/AAAAAAAAC0k/wZB6g5uf9MU/s72-c/553000003603501.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-7531010305941565797</id><published>2009-12-25T15:02:00.002+07:00</published><updated>2009-12-25T15:08:49.060+07:00</updated><title type='text'>เหตุใดจึงต้องเน้นการ warm up และ cool down</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SzRy4aqBYCI/AAAAAAAACyI/w5qsTGZIjvk/s1600-h/untitled.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5419082565187362850" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 300px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SzRy4aqBYCI/AAAAAAAACyI/w5qsTGZIjvk/s400/untitled.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;โดยทั่วๆไปการได้เคลื่อนไหวร่างกายไม่ว่าจะเป็น การเดินการทำงานบ้านงานสวนก็ถือเป็นการออก กำลังกายทั้งสิ้นแต่สำหรับการออกกำลังกายเพื่อ สุขภาพทุกอย่างต้องมีการ warmupและcool down เพื่อให้กล้ามเนื้อมีความพร้อมก่อนการใช้งานและ ชลอเครื่องลงหลังการใช้งานแล้ว การ warm upจึง เป็นคาถาป้องกันการบาดเจ็บส่วนการ cool down เป็นคาถาป้องกันการปวดเมื่อย ช่วยรักษาชีวิตได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ใครมีปัญหาจากการออกกำลังกายในเมืองร้อนส่วนมากการ warm up จะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที แต่คนที่อยู่เมืองหนาวเช่นในต่างประเทศจะใช้เวลาประมาณ15นาทีเพื่อให้ร่างกายอุ่นขึ้นมาโดยหลักการแล้วเซลล์ของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์เลือดอุ่น จะมีอุณหภูมิร่างกายประมาณ 37 องศาเซลเซียส บวก ลบ 0.5 คือ 36.5 หรือ3 7.5 ร่างกายสั่งให้ควบคุมอุณหภูมิขนาดนี้โดยสมองเป็นผู้ควบคุมตรวจจับอุณหภูมิของเลือดเราว่าเท่าไหร่ตรงตามความต้องการหรือไม่ถ้าต่ำไปก็จะให้เรามีอาการสั่นเรียกว่าชิลล์ (chill) ซึ่งเป็นปฏิกริยาของร่างกายที่ทำให้เกิดความร้อนขึ้นต่อสู้กับความหนาวเย็นสังเกตได้จากเวลาอากาศ เย็นเราอาบน้ำเย็น ๆ จะต้องมีอาการตัวสั่น เพราะร่างกายรับรู้จึงได้สร้างความร้อน จากการสั่นนั่นแหละ เพื่อยกอุณหภูมิต่ำให้สูงขึ้นมาเป็น 37 องศาให้ได้แต่ถ้าอุณหภูมิร่างกายร้อนเกินไป เช่น 38, 39 องศา เช่นเวลามีไข้ก็จะทำให้มีการหลั่งเหงื่อออกมาเพราะเหงื่อเป็นตัวพาความร้อนทิ้งออกไปเป็นธรรมชาติ ของร่างกายที่จะปกป้องเรา ตามสาเหตุแต่กล้ามเนื้อ จะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือกล้ามเนื้อจะทำงานเต็มที่ เพื่อใช้งานได้ประมาณ 38 องศา โดยได้รับการกระตุ้นเตือน จากระบบประสาท ให้เตรียมพร้อมว่าจะ สร้างความแข็งแรงแล้วนะเพราะเจ้าของกำลังจะใช้งานเช่นเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายแบบแอโรบิค ถ้าไม่ถึง 38 องศาก็ทำงานเหมือนกันแต่ทำแบบฝืน ๆ ขัด ๆ ไม่สมบูรณ์แบบ วิธีการที่ทำให้เป็น 38 องศาได้ คือร่างกายต้อง warm up อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ 37 เป็น 37.5 เป็น 38 พอถึง 38 เราจะรู้สึกว่า ข้อต่อคล่องแคล่วขยับเขยื้อนคล่องแคล่ว ซ้ายขวา หน้าหลัง เอี้ยวตัวคล่องไปหมด เพราะกล้ามเนื้อถึงอุณหภูมิที่จะทำงานได้แล้ว มีเอ็นไซม์หลาย ๆ อย่างในกล้ามเนื้อเกิดขึ้นแล้ว มีฮอร์โมนหลั่งออกมารอการใช้งาน มีสารอดีนาลีน เอ็นโดฟิน หลั่งออกมา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เห็นไหมว่ามีการเตรียมการของร่างกายหลาย ๆ ประการก่อนที่จะออกกำลังกาย แต่เราไม่รู้ เพราะมันทำอยู่อัตโนมัติ การอุ่นเครื่องด้วยวิธีง่าย ๆ คือซอยเท้าอยู่กับที่ หรือทำอะไรก็ได้ที่เป็นจังหวะ ๆ เช่นเดินเร็ว ๆ ให้มีเหงื่อซิบ ๆ หรือควงแขนหมุนมือไปข้างหน้า ข้างหลัง ขยับหลัง ขยับไหล่ ทำเรื่อย ๆ ต่อเนื่องเบาๆ ยังไม่ถึงออกกำลังกายจริง พอประมาณ 5 – 6 นาที แล้วก็ต่อด้วยอันที่ 2 คือการยืดเส้น ยืดกล้ามเนื้อ ก้มๆ เงยๆ เหยียดแขน เหยียดขา เหยียดศอก เหยียดไหล่ แต่ทุกๆ ท่าที่ทำควรค้างไว้โดยนับ 1 – 5 ในใจ เสร็จแล้วค่อยเปลี่ยนท่า ถ้าเราทำไวๆ แบบยกขึ้นยกลงเร็วๆ เป็นการกระตุกเส้นมากกว่า ไม่ใช่การยืดเส้น จากนั้นก็ออกกำลังกายได้เลย ประมาณ 20-30 นาที ตามที่ท่านต้องการก็ครบสูตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยมีคำถามถึงการ warm up ว่าได้ทำแล้วแต่บางคนเหงื่อไม่ออกมาเลยจะทำอย่างไร?&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ก็ไม่เป็นไรครับเพราะภายในร่างกายบางคนซึ่งต่อมเหงื่อไม่ได้ถูกฝึกเพื่อให้เหงื่อออกง่ายเช่น สุภาพสตรีเหงื่อไม่ค่อยมากนัก อันนี้ไม่เป็นไร ขอให้เราทำให้ร่างกายรู้ว่าเราเริ่มอุ่นเครื่องให้อุณหภูมิขึ้น แล้วพอยืดเส้นไปร่างกายจะทำงานอุณหภูมิเพิ่มจนครบ 10 นาทีก็ครบกระบวนการ warm up ป้องกัน ไม่ให้กล้ามเนื้อมีการบาดเจ็บฉีกขาดหลังออกกำลังกายถ้าไม่ยืดพอฝืนใช้ ฝืนวิ่ง ฝืนกระโดดสูง ฝืนตี แบด ตีเทนนิสทำให้กล้ามเนื้อมีการฉีกขาดได้ง่าย เป็นคาถาสำคัญป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกและข้อ ฉะนั้นจงทำทุกครั้ง นี่คือความสำคัญของการ warm ร่างกาย ให้อุณหภูมิอยู่ที่ 38 องศา ทำให้ร่างกายเกิดการกระตุ้น เพื่อที่จะบอกว่า กล้ามเนื้อแต่ละส่วนจะเริ่มใช้งานแล้วน่ะการ ออกกำลังกายจริง ๆ ประมาณ20 - 30นาทีผ่านไปก็เหลือ cool down เทียบดูก็เหมือนกับแซนวิสมีขนม ปังแผ่นหน้าเป็น warm up ตรงกลางเป็นแฮมเบอร์เกอร์เป็นการออกกำลังกายจริง ๆ สุดท้ายตอน cool down เป็นขนมปังอีกแผ่นที่แปะหลัง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5419082561490693154" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 344px; CURSOR: hand; HEIGHT: 255px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SzRy4M4qrCI/AAAAAAAACyA/R9HbuCljuqg/s400/untitled2.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้ cool down ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นคาถาป้องกันไม่ให้เรามีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือแม้กระทั่ง ช่วยผลักดันเลือดที่ตกค้างตามกล้ามเนื้อตามร่างกายที่แขน ที่ขา กลับสู่หัวใจให้เพียงพอ หลังจากการเลิก จึงเป็นคาถาป้องกันการปวดเมื่อย รักษาชีวิต ไม่ให้มีปัญหาจากการออกกำลังกายได้ พอเราออกกำลังกายเต็มที่ ช่วง 20 นาที ตรงกลางที่ว่าเป็นแฮมเบอร์เกอร์ เลือดทั้งหมดจะวิ่งไปที่กล้ามเนื้อ 8-10 เท่า เพราะกล้ามเนื้อต้องการเลือดมาก อีกทั้งฮอร์โมนเกลือแร่ก็มากันเต็มไปหมดกล้ามเนื้อก็ชอบมาก ทำงานเต็มที่ที่อุณหภูมิ 38องศา ทีนี้เวลาเลิกมันจะมีการคั่งค้างของสารพวกแล็กติกแอ็กซิสซึ่งเป็น ธรรมชาติของทุกคนที่มีการเผาผลาญพลังงานจะมีสารตกค้างในกล้ามเนื้อ ถ้าหยุดทันทีจะค้างอยู่ใน นั้น แต่ถ้าเรา Cool down ให้ช้าลงๆ หรือเปลี่ยนเป็นเดิน ประมาณ 5-10 นาที จะช่วยปั้มสารแล็กติกแอ็กซิสที่คั่งค้างส่งไปให้ตับ กับไตขจัดทิ้ง เห็นไหมครับ อย่างนี้จะเหลือน้อยไม่ค้างในกล้ามเนื้อ สารแล็กติกแอ็กซิส พออยู่ในกล้ามเนื้อ สัก 2-3 ชม. จะรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ สังเกตคนที่ออกกำลังกายใหม่ๆ ไม่มีการ cool down พอ 2-3 ชม. จากนั้นจะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อันนี้ไม่ใช่เกิดจากการบาดเจ็บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;อีกนิดนึง การออกกำลังกายได้กล่าวแล้วว่าเลือดอยู่ที่กล้ามเนื้อขา ซึ่งมีการตกค้างเยอะ พอหยุดออกกำลังกาย แล้วนั่งทันที เลือดค้างที่ขามาก ก็กลับสู่หัวใจไม่มากพอ คราวนี้หัวใจอาจเกิดการขาดเลือดได้ ถ้าค่อยๆ cool down ร่างกายก็จะปั้มเลือดผ่อนส่งคืนหัวใจเรื่อยๆ 3-4-5 นาที เลือดอยู่ที่กล้ามเนื้อน้อยลง แต่กลับไปที่หัวใจมากขึ้น หัวใจก็ชอบ การออกกำลังกายแล้ว cool down ก็จะไม่มีปัญหา โดยสรุป Warm up ป้องกันการบาดเจ็บ cool down ป้องกันการปวดเมื่อย ป้องกันไม่ให้เราขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ : รศ. นพ. ปัญญา ไข่มุก, &lt;a href="http://www.ss.mahidol.ac.th/thai/KnowHealthpage12-7.html"&gt;วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-7531010305941565797?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/7531010305941565797/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2009/12/warm-up-cool-down.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7531010305941565797'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7531010305941565797'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2009/12/warm-up-cool-down.html' title='เหตุใดจึงต้องเน้นการ warm up และ cool down'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SzRy4aqBYCI/AAAAAAAACyI/w5qsTGZIjvk/s72-c/untitled.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-2797988865603564825</id><published>2009-07-14T20:51:00.002+07:00</published><updated>2009-07-14T20:54:29.036+07:00</updated><title type='text'>อยากออกกำลังกายหน้าฝน</title><content type='html'>ฤดูฝน...ฤดูแห่งความโรแมนติก สัมผัสแห่งสายลมเย็นๆ ที่พัดเอาความชุ่มชื่นของละอองน้ำที่โปรยปรายมาปะทะผิวอย่างเบา ๆ กลิ่นดินกรุ่น ๆ... พาให้อยากซุกตัวอยู่แต่ในบ้านอันอบอุ่น นับว่าเป็นฤดูที่เหมาะกับเรื่องของความรักและความโรแมนติกมากทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับท่านที่พิศมัยการออกกำลังกาย ช่วงเวลานี้คงจะอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย บางท่านชอบออกกำลังกายกลางแจ้งด้วยหวังจะให้แสงแดดเรียกเหงื่อ แต่ฟ้ากลับปิดไม่มีแดดสักนิด บางทีออกกำลังกายอยู่ดี ๆ ฝนเจ้ากรรมก็ตกลงมาต้องหยุดรีบหาที่หลบฝนกันพัลวัน พอฝนซาฟ้าเปิดก็จะพบกับพื้นที่มีน้ำขังเฉอะแฉะไปหมด เหตุนี้เองทำให้หลายต่อหลายคนต้องหยุดออกกำลังกายไปหลายวัน บางคนที่ทุ่มหน่อย ก็ยอมตากฝนออกกำลังกายกันเลย มีข้อแนะนำสำหรับการออกกำลังกายในช่วงหน้าฝนมาฝากกัน เพียงเปลี่ยนสถานที่การออกกำลังกายจากกลางแจ้งมาออกกำลังกายในร่มแทน แต่หากไม่มีสถานที่ก็เปลี่ยนชนิดการออกกำลังกายไปเลย ซึ่งหลายอย่างสามารถออกกำลังกายอย่างอื่นทดแทนได้และเป็นกิจกรรมที่ใกล้เคียงกันด้วย อาทิ การวิ่งกลางแจ้ง ก็เปลี่ยนมาวิ่งบนลู่กล หรือปั่นจักรยานแทน การเข้าฟิตเนส การเต้นแอร์โรบิค แบตมินตั้นก็เป็นการออกกำลังกายในร่มที่เรียกเหงื่อได้ดีเช่นกัน บางทีคุณอาจหลงเสน่ห์กีฬาในร่มไปเลยก็ได้ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้เรามีข้อควรระวังมาให้นำไปปฏิบัติกัน ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5358313748443358850" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SlyN9vMO5oI/AAAAAAAACm8/RkrTIH9z05g/s400/news200195.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;* หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางฝนเพราะเสี่ยงกับพื้นลื่น เป็นหวัด และฟ้าผ่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น สนับเข่า สนับศอก รองเท้าที่ยึดเกาะพื้นได้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหลังฝนหยุดตกใหม่ ๆ เพราะในอากาศมีน้ำมาก ทำให้หายใจลำบาก อึดอัด การระบายเหงื่อทำได้ยาก ส่งผลให้การระบายความร้อนของร่างกายไม่ดีเท่าที่ควร จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* หากออกกำลังกายในร่มควรหลีกเลี่ยงสถานที่อับชื้น และคับแคบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* เมื่อเปียกฝนควรอาบน้ำทันที และสวมเสื้อผ้าเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ป้องกันหวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* ไม่ควรสวมเสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า ที่เปียก อับชื้น เพราะจะทำให้เกิดโรคผิวหนังและเชื้อราได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงเท่านี้ท่านที่ชื่นชอบการออกกำลังกายคงจะหลงรักหน้าฝนได้ไม่ยากเลย แต่หากไม่สะดวกที่จะไปไหนอย่าลืมว่า การทำความสะอาดบ้านก็เป็นการออกกำลังกายง่าย ๆ อย่างหนึ่ง ร่างกายก็แข็งแรง บ้านก็สะอาด ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 2 ตัวเชียวนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-2797988865603564825?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/2797988865603564825/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2009/07/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/2797988865603564825'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/2797988865603564825'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='อยากออกกำลังกายหน้าฝน'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SlyN9vMO5oI/AAAAAAAACm8/RkrTIH9z05g/s72-c/news200195.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-1225951685255290828</id><published>2009-04-19T14:22:00.003+07:00</published><updated>2009-04-19T14:32:07.910+07:00</updated><title type='text'>แฟชั่นแว่นตากันแดด ส่งผลเสียต่อสุขภาพ</title><content type='html'>นอกจากกระเป๋าใบใหญ่ รองเท้าส้นสูงปรี๊ด กางเกงยีนส์สุดฟิต ยังมีแฟชั่นอีกชิ้นที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง “แว่นกันแดด” กรอบสวยที่วางขายอยู่ทั่วไป คุณคิดว่าปลอดภัยต่อดวงตาคุณแล้วหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ทุกวันนี้จุดประสงค์ของการสวมแว่นกันแดดเบี่ยงเบนไปกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับกายหรือให้เข้ากับแฟชั่นเสื้อผ้าเท่านั้น ซึ่งแว่นที่ผลิตจากวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานจะไม่สามารถป้องกันรังสียูวีไม่เพียงทำให้การมองภาพผิดเพี้ยน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่รถ ทำให้กล้ามเนื้อตาหรือประสาทตาล้า เกิดอาการข้างเคียง วิงเวียนศีรษะตามมา ที่สำคัญ หากใส่เป็นเวลานานยังเสี่ยงเกิดโรคต้อเนื้อ ต้อลม หรือต้อกระจกได้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าแว่นกันแดดที่ใช้ได้มาตรฐานหรือไม่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5326300506653083074" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 268px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SerSF0IKRcI/AAAAAAAACcs/BolPNNWHUVI/s400/164713138_04ccd249aa_o.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;เช็คคุณภาพแว่น&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ก่อนซื้อทุกครั้งควรดูใบแจ้งคุณภาพว่าแว่นทำจากวัสดุชนิดใดผู้ที่มีความจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับแสงแดดจ้า เช่น ขับรถในเวลากลางวัน เล่นกีฬาหรือทำงานกลางเปลวแดด ควรเลือกแว่นกันแดดชนิดโพลาลอยด์ ซึ่งมีส่วนประกอบของโพลาไรซ์เพลต มีคุณสมบัติป้องกันแสงที่สะท้อนผ่านเลนส์ ไม่ทำให้สายตาพร่ามัว ทั้งยังช่วยตัดแสงที่เข้ามากระทบกับดวงตาได้ดีอีกด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;&lt;strong&gt;ป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้หรือไม่&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ดูจากค่า CE บนฉลากที่ทำกับแว่น ตามหลักฐานขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ว่า แว่นกันแดดที่ได้มาตรฐานอย่างน้อยต้องสามารถป้องกัน UVA ได้ 95 เปอร์เซนต์ และ UVB 99 เปอร์เซ็นต์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;&lt;strong&gt;กรองแสงได้กี่เปอร์เซ็นต์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; หากต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความสว่างมาก เช่น นักปีนเขาควรเลือกเลนส์ที่สามารถลดความเข้มแสงได้สูงถึง 97 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการใช้งานทั่วๆไป เช่น การเดินเล่นตามชายหาดหรือขับรถ เลือกเลนส์ที่ตัดแสงได้ 70-90 เปอร์เซ็นต์ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;&lt;strong&gt;เลนส์ต้องไม่ทำให้เกิดความบิดเบี้ยวหรือกระจายสีรุ้ง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; วิธีการตรวจสอบความบิดเบี้ยวทำได้ง่ายๆ โดยการจ้องมองเลนส์ข้างหนึ่งไปยังภาพวัตถุที่เป็นเส้น(เช่น แนวเส้นกระเบื้องปูพื้น) จากนั้นขยับแว่นช้า ๆ เลนส์ที่ดีต้องไม่ทำให้เส้นตรงนั้นเปลี่ยนเป็นคดงอในขณะขยับแว่น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;เลือกสีเลนส์ให้เหมาะ&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เลนส์สีชา น้ำตาล หรือเทา ไม่เพียงเหมาะสวมใส่ในสภาพแดดจ้า โดยเฉพาะแดดชายทะเลหรือบนภูเขา แว่นกันแดดที่มีกระจกเลนส์สีนี้จะช่วยให้มองเห็นโครงร่างต่างๆ ของวัตถุได้อย่างชัดเจน ในวันที่ท้องฟ้าขมุกขมัวมีหมอกจัด แว่นชนิดนี้ยังทำหน้าที่เสมือนไฟตัดหมอกของรถยนต์ช่วยให้ผู้สวมใส่มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เลนส์สีเหลืองหรือทอง เหมาะกับการใช้ในภูมิประเทศที่มีหิมะ ไม่เหมาะใส่ขณะขับรถ เพราะอาจทำให้การมองสีไฟจราจรผิดเพี้ยนไป&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เลนส์ม่วงหรือสีกุหลาบ เหมาะกับใช้ในการเดินป่าล่าสัตว์หรือเล่นกีฬาทางน้ำ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เลือกเลนส์คุณภาพดี อาจจ่ายแพงหน่อย แต่แลกกับสุขภาพตาคู่สวย ถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://women.sanook.com/"&gt;women.sanook.com&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-1225951685255290828?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/1225951685255290828/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2009/04/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/1225951685255290828'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/1225951685255290828'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='แฟชั่นแว่นตากันแดด ส่งผลเสียต่อสุขภาพ'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SerSF0IKRcI/AAAAAAAACcs/BolPNNWHUVI/s72-c/164713138_04ccd249aa_o.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-7551094946228397311</id><published>2009-03-04T21:10:00.004+07:00</published><updated>2009-03-04T21:41:42.472+07:00</updated><title type='text'>เที่ยว “ปทุม” สนุกง่าย ๆ ใกล้กรุงเทพ</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6NxM9OamI/AAAAAAAACOs/oSLJbV16kiA/s1600-h/à¸à¹à¸&amp;shy;à¸à¸à¹à¸²à¸à¸³à¸¥à¸&amp;shy;à¸.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5309336887147522658" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 268px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6NxM9OamI/AAAAAAAACOs/oSLJbV16kiA/s400/%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; (ท้องฟ้าจำลองแห่งใหม่ที่เมืองปทุม)&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;วันนี้ ท่านผู้นำเที่ยวพาก๊วนเพื่อนรู้ใจไปไหนไปกันไปเที่ยวแบบสบาย ๆ ใกล้กรุงชนิดที่บางคนยังไม่รู้เลยว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่เขตกรุงเทพฯแล้ว เอ๊า!!อย่าได้งง เมืองที่ว่านี้ก็คือจังหวัด “ปทุมธานี” ถิ่นบัวหลวงนี่เอง&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5309336900836206754" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 269px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6Nx_83KKI/AAAAAAAACPM/guIYwcQHKVU/s400/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg" border="0" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;(ภายในอนุสรณ์สถานโชว์ชุดเครื่องแบบทหารตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน)&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;โดยการเที่ยวครั้งนี้ ไม่ได้เที่ยวแบบไก่กาทั่วไปนะ แต่เป็นการเที่ยวที่สนุกเพลิดเพลินและได้ความรู้อีกด้วย อย่าได้รีรอ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” และก๊วนเพื่อนขับรถกันแบบชิลล์ๆ มาถึงยังที่สถานที่แรกที่เรามักจะผ่านไปผ่านมาจนคิดว่านี่คือกรุงเทพฯ แต่แท้จริงแล้ว อาคารทรงแปดเหลี่ยมคล้ายป้อมค่ายหอรบสมัยโบราณดูแปลกตาแต่สวยงามนั้นคือ “อนุสรณ์สถานแห่งชาติ” ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาตินี้ เป็นสถานที่ที่เราจะได้ภาคภูมิใจกับ 9 มหาราชของเราชาวไทย ซึ่งก็คือพระมหากษัตริย์ที่ได้เคยทรงทำคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงให้กับประเทศชาติและปวงชนชาวไทยภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารจนได้รับการขนานนามให้ทรงเป็นมหาราช&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5309336890640847794" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 250px; CURSOR: hand; HEIGHT: 372px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6NxZ-GU7I/AAAAAAAACO0/_D3VieAbB9Y/s400/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;(บัวสวย ๆ ในพิพิธภัณฑ์บัว)&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;นอกจากพระบรมรูปมหาราช 9 พระองค์ในอาคารประกอบพิธีแล้ว ที่อาคารประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร หรืออาคารรูปทรงแปดเหลี่ยม คล้ายป้อมค่ายหอรบสมัยโบราณอันโดดเด่นนี้ ได้จัดแสดงนิทรรศการไว้ทั้งหมด 4 ชั้น ได้แก่ ชั้น 1 จัดแสดงหุ่นจำลองเหตุการณ์สงครามที่กองทัพไทยได้ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ๆไว้ 5 เหตุการณ์ ชั้นที่ 2 จัดตกแต่งเป็นห้องเกียรติยศ เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ทหาร ตำรวจและพลเรือนที่ปฏิบัติการรบด้วยความกล้าหาญและเสียสละ ถัดไปชั้นที่ 3 แสดงหุ่นจำลองเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศชาติไทยของเรา และชั้นที่ 4 จัดแสดงวิวัฒนาการของเครื่องแบบ เครื่องหมายยศและส่วนประกอบของเครื่องแบบทหาร ตำรวจ ในสมัยต่างๆตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และอาคารสุดท้ายคืออาคารภาพปริทัศน์ เป็นอาคารทรงแปดเหลี่นม ผนังภายในอาคารโค้งเป็นวงกลมยาวโดยรอบ 90 เมตร มีจิตกรรมฝาผนังประกอบเสียงและคำบรรยายแสดงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหลังจากที่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ได้เดินชมจนทั่วแล้วก็บังเกิดความรู้สึกฮึกเหิม พร้อมทั้งรู้สึกซาบซึ้งถึงความกล้าหาญและเสียสละของบรรพบุรุษไทยที่ปกป้องเอกราชของไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้ บางทีพวกนายทุนหรือนักการเมืองบางคนควรจะมาศึกษาดูงานที่นี่ไว้ เผื่อจะเกิดความรู้สึกรักชาติ ไม่เอาประเทศชาติที่เหล่าบรรพบุรุษได้ปกป้องรักษามาด้วยชีวิตไปขายอย่างหน้าชื่นตาบานเช่นทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5309336900833124866" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 269px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6Nx_8IIgI/AAAAAAAACPE/eh3BloV1zhc/s400/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8.jpg" border="0" /&gt; &lt;div align="center"&gt;(หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ซึมซับความรักชาติกันแล้ว ก็เดินทางแบบสบายๆไปต่อกันที่ “พิพิธภัณฑ์บัว” มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมและเพาะพันธุ์บัวกว่า 200 พันธุ์ ทั้งบัวพันธุ์ไทยพื้นเมือง พันธุ์ต่างประเทศและพันธุ์ผสม ทั้งในรูปแบบที่อยู่ในกระถางและบึงน้อยใหญ่ และนอกจากความสวยงามของดอกบัวแล้ว เรายังสามารถนำบัวไปใช้ประโยชน์ได้มากมายทั้งนำไปบูชาพระ นำมาทำอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่พิพิธภัณฑ์บัวแห่งนี้ก็ยังเอาบัวมาทำเป็นชาบัวอีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่าบัวสวยงามเพียงใด และชาบัวรสชาติเป็นเช่นไร ก็ต้องแวะมาสัมผัสของจริงกันที่พิพิธภัณฑ์บัว ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และขอแนะนำว่าการชมบัวควรจะมาประมาณช่วงสาย ๆ เพราะอากาศดีไม่ร้อน และที่สำคัญจะได้ชมความงามของบัวบานกลางคืนและบัวบานกลางวันควบคู่กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5309338299904749602" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 269px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6PDb4y8CI/AAAAAAAACPc/nAtgCAgKhe4/s400/%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%8A.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;(นิทรรศการภายใน อพวช. นักท่องเที่ยวสามารถทดลองได้ด้วยตัวเอง)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เต็มอิ่มกับดอกบัวอันสวยงามหลากสีแล้ว ใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์บัวเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต” หรือ “ท้องฟ้าจำลองแห่งใหม่” ที่ดูไฮเทค ภายในมีนิทรรศการด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อาทิ โลกดาวเคราะห์ โลกล้านปี มหัศจรรย์แห่งชีวิต ดาราศาสตร์และอวกาศ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;และที่ถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่ก็คงจะหนีไม่พ้น ท้องฟ้าจำลอง ซึ่งเมื่อเข้าไปภายในท้องฟ้าจำลองที่มืดสนิทแล้ว ก็จะมีการจำลองท้องฟ้าให้พวกเราได้เห็นถึง 180 องศา เลยทีเดียว นอกจากนั้นก็มีการฉายภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Kaluoka'hina ผู้พิทักษ์ท้องทะเล ที่สนุกเพลิดเพลิน และ Infinity ซึ่งเป็นภาพยนตร์สามมิติเกี่ยวกับการพาไปสำรวจอวกาศที่น่ารู้ โดยจะมีฉายเป็นรอบ ๆ ดังนั้นเช็ครอบฉายไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้พลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5309338304218354946" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 269px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6PDr9PVQI/AAAAAAAACPk/ierCWLfCz6A/s400/%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%8A2.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;(อาคารองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติแปลกตาด้วยรูปทรงเลขาคณิตที่ดูทันสมัย)&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ตื่นตาตื่นใจกับท้องฟ้าจำลองแห่งใหม่แล้ว ก็ออกเดินทางต่อไปยัง “หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” ต.คลองห้า อ.คลองหลวง แค่เห็นด้านหน้าก็ดูอลังการโดดเด่นด้วยรูปแบบอาคารสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ สมัยรัชกาลที่ 9 มีลักษณะเป็นกลุ่มอาคาร 4 ส่วนมีทางเชื่อม ประกอบด้วยอาคารส่วนที่ 1 เป็นอาคารเอกสารจดหมายเหตุมี 9 ชั้น อาคารส่วนที่ 2 คืออาคารให้บริการค้นคว้า อาคารส่วนที่ 3-4 จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริ ซึ่งคาดว่าจะเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมศกนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับนิทรรศการถาวรที่เปิดให้เข้าชมแล้วได้แก่ นิทรรศการแสงหนึ่งคือรุ้งงาม เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จัดแสดงพระประวัติ พระกรณียกิจ พระอัจริยภาพในด้านต่างๆของพระองค์อย่างละเอียด โดยแบ่งเป็น 4 โซนได้แก่ โซนส่งเสด็จ โซนแสงหนึ่ง โซนในความทรงจำ และโซนรุ้งงาม ซึ่งไม่เน้นคำบรรยายแต่ให้ทุกคนได้มองและระลึกถึงพระจริยภาพของพระองค์อย่างมีจินตนาการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5309338308123401666" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 269px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6PD6gRncI/AAAAAAAACPs/DNYyex-brM0/s400/%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%8A3.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;(นิทรรศการพลังงานและกำลัง ภายในอพวช.)&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;สถานที่ถัดไปขอพาไปต่ออารมณ์กันที่ “หออัครศิลปิน” ต.คลองห้า อ.คลองหลวง ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติองค์ในหลวง เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบ 50 ปีเพื่อแสดงผลงานอันทรงคุณค่าทางด้านศิลปะ และวัฒนธรรมของพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็น "อัครศิลปิน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายในหออัครศิลปินแบ่งส่วนเป็นห้องตามศิลปะประเภทต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบรรดาเหล่าศิลปินแห่งชาติ ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ เช่นวรรณกรรม หัตถกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้มีการจัดแสดงพระราชประวัติ และพระอัจฉริยภาพที่บริเวณชั้น 2 และบนชั้น 3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5309338299880367778" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 268px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6PDby-5qI/AAAAAAAACPU/SD1v3QnerKw/s400/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%992.jpg" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;(สถาปัตยกรรมอนุสรณ์สถานที่คุ้นหน้าคุ้นตา)&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;โดยในชั้น 2 เป็นการนำเสนอในรูปแบบวีดีโอเป็นจำนวน 9 ตอน แต่ละตอนบ่งบอกถึงพระปรีชาด้านต่างๆ เช่น พระปรีชาสามารถในการสร้างเรือใบ "ซูเปอร์มด" ส่วนชั้นที่ 3 นำเสนอภาพความเป็นอัครศิลปินที่รายล้อมด้วยศิลปินแห่งชาติ ภาพความเป็นมิ่งขวัญแก่ศิลปินทุกแขนง นอกจากนี้ยังจัดแสดงผลงานด้านคีตศิลป์ และภาพฝีพระหัตถ์ที่หาชมได้ยากอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานที่อันเป็นดั่งองค์ความรู้ควบคู่ความเพลิดเพลินที่สุดท้ายในทริปนี้ก็คือ “องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ” หรือ อพวช. ต.คลองหก อ.คลองหลวง ซึ่งก็มีรูปแบบอาคารที่น่าสนใจเช่นกัน โดยออกแบบอย่างทันสมัยที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง ด้วยความแปลกใหม่ของโครงสร้างและใช้รูปทรงเลขาคณิตให้เป็นอาคารรูปลูกบาศก์จำนวน 3 รูปยึดติดกัน ภายในแบ่งเป็น 6 ชั้น แต่ความสูงโดยรวมเท่ากับอาคารทั่วไป 12 ชั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5309336895506500658" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 262px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6NxsGKTDI/AAAAAAAACO8/GIaUrFPNMMs/s400/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A72.jpg" border="0" /&gt;(ภายในพิพิธภัณฑ์บัวมีบัวมากมายหลายชนิดทั้งบัวดอกและบัวใบ)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับชั้นที่ 1 เป็นส่วนของการต้อนรับและแนะนำการเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ชั้นที่ 2 เป็นประวัติการค้นพบและการประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นที่ 3 คือวิทยาศาสตร์พื้นฐาน อุโมงค์พลังงาน และโรงภาพยนตร์ ชั้นที่ 4 ได้แก่ วิทยาสาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับประเทศไทย อาทิ โลกของเรา สิ่งแวดล้อม สิ่งก่อสร้างและโครงสร้าง เกษตรกรรม ชั้นที่ 5 เป็นวิทยาสาสตร์และเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน เช่น ร่างกายของเรา การคมนาคม คุณภาพชีวิต และชั้นสุดท้ายคือชั้นที่ 6 ได้แก่เทคโนโลยีภูมิปัญญาไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5309338312509128514" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 250px; CURSOR: hand; HEIGHT: 372px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6PEK16f0I/AAAAAAAACP0/iDi9kfD8vGQ/s400/%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%8A4.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;(เด็ก ๆ เพลิดเพลินกับการทดลองนิทรรศแรงโน้มถ่วงและระบบสุริยะ)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งใน อพวช. แห่งนี้ พวกเราได้สนุกสนานกับการทดลองและเกมต่างๆมากมาย ชนิดที่ว่าถึงจะโตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้วก็มีสิทธิที่จะสนุกเพลิดเพลินกันได้แบบไม่ต้องอายใคร เอ๊า!!ว่างกันวันไหนก็ไม่ต้องรีรอ แวะเวียนมาเที่ยวเมืองบัวหลวงปทุมธานีกันได้ใกล้แค่นี้เอง &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ต.คูคต อ.ลำลูกกา เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-15.00 น. โทร.0-2532-1021, พิพิธภัณฑ์บัว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ต.คลองหก อ.ธัญบุรี เปิดทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น. โทร.0-2549-3042-3,ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต ต.คลองหก อ.ธัญบุรี เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. โทร.0-2577-5456-9,หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ต.คลองห้า อ.คลองหลวง เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.00น. โทร.0-2902-7946-7,หออัครศิลปิน ต.คลองห้า อ.คลองหลวง เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.00น. โทร.0-2986-5020-4,องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) ต.คลองหก อ.คลองหลวง เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 09.30-17.00 น. โทร.0-2577-4172-8,หรือสอบถามข้อมูลเส้นทางท่องเที่ยวปทุมได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.ปทุมธานี โทร. 0-2904-6503 หรือที่ ททท.สำนักงานกรุงเทพฯ โทร.0-2250-5500&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000122239"&gt;ผู้จัดการท่องเที่ยว&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-7551094946228397311?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/7551094946228397311/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2009/03/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7551094946228397311'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7551094946228397311'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='เที่ยว “ปทุม” สนุกง่าย ๆ ใกล้กรุงเทพ'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/Sa6NxM9OamI/AAAAAAAACOs/oSLJbV16kiA/s72-c/%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-3192447576564539311</id><published>2009-01-26T19:59:00.002+07:00</published><updated>2009-01-26T20:02:34.905+07:00</updated><title type='text'>ออกกำลังกายให้ตรงกับบุคลิก</title><content type='html'>ไม่มีใครอยากจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยการลองกีฬาทุกรูปแบบจนกว่าจะพบกีฬาที่ถูกใจ นิตยสารมาดาม ฟิกาโร (madame Figaro) ฉบับเดือนธันวาคม 2551 จึงได้เปรียบเทียบคุณสมบัติของการออกกำลังรูปแบบต่างๆ ผลงานของผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาจากออสเตรเลีย เบเวอร์เล่ย์ ฮาดกราฟท์ (Beverley Hadgraft) มาให้สาว ๆ เทรนดีได้อัปเดตอย่างน่าสนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5295586704322632082" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 255px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SX20DORumZI/AAAAAAAACOE/mNeRqzZEoAk/s400/Copy+of+j0430802.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เริ่มที่สาว ๆ  ต้องการออกกำลังกายแบบง่ายๆ โดยไม่ง้ออุปกรณ์ แนะนำว่า “การวิ่งจ็อกกิ้งและเดินธรรมดา” เป็นทางเลือกที่ดี เพราะการวิ่งเหยาะๆ จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อขา และน่องให้แข็งแกร่ง การวิ่งเป็นประจำ อย่างน้อย 10 กม./ชม. จะทำให้เผาผลาญไขมันได้มากถึง 2,500 กิโลจูล ในขณะที่การเดินเป็นประจำในเวลาเท่ากัน (ประมาณ 6 กม.) จะเผาผลาญไขมันประมาณ 1,600 กิโลจูล ทั้งการเดินยังช่วยคลายเครียด ถ้าหากคุณเดินเป็นประจำทุกวันแล้วรู้สึกเบื่อ อาจจะเพิ่มจังหวะมากขึ้นจนเป็นวิ่ง และพอเหนื่อยก็กลับมาเดินตามเดิมได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ส่วนกีฬายอดฮิตของสาวๆ อย่าง “โยคะและ พิลาทีส” โยคะ จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นของร่างกาย ขณะที่ พิลาทีส ส่งเสริมเรื่องของบุคลิกภาพ และความเข้มแข็ง การเล่นพิลาทีสเป็นเวลา 1 ชม. เผาผลาญได้ประมาณ 450-1,000 กิโลจูล ในขณะที่โยคะเผาผลาญได้ขั้นต่ำเพียง 430 กิโลจูลก็จริง แต่ถ้าฝึกอย่างจริงจัง จะช่วยได้สูงสุดถึง 1,200 กิโลจูล การเล่นโยคะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย สร้างสมาธิ ทำให้คลายเครียดได้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสาวไฮเปอร์ ควร “ปั่นจักรยานและชกมวย” ที่ต่างก็เรียกเหงื่อได้มาก การชกมวยสร้างความแข็งแกร่งได้ทั้งแขน ขา หน้าท้อง ทุกอย่าง ต้องเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ และได้ออกกำลัง เผาผลาญไขมันได้สูงสุดถึง 2,000 กิโลจูล/ชม. ในขณะที่การปั่นจักรยานจะช่วยในเรื่องกล้ามเนื้อขาและสะโพกเป็นหลัก ซึ่งสามารถเผาผลาญไขมันได้ประมาณ 1,800 กิโลจูล/ชม. &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5295586702598646370" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 266px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SX20DH2sqmI/AAAAAAAACN8/KaOEl7V0QCM/s400/Copy+of+j0427678.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขณะที่ “แอโรบิกในน้ำและว่ายน้ำ” เป็นกีฬาที่ทำให้ร่างกายเกิดความสมดุล แข็งแกร่ง และยืดหยุ่นได้มากขึ้น และยังช่วยเรื่องข้อต่อต่างๆ โดยการว่ายน้ำใน 1 ชม.สามารถเผาผลาญได้ถึง 2,000 กิโลจูล ส่วนแอโรบิกในน้ำ จะเผาผลาญไขมันได้ประมาณ 1,500 กิโลจูล แม้แต่กำลังมีครรภ์ ว่าที่คุณแม่ก็สามารถออกกำลังแบบนี้ได้ และยังเป็นการออกกำลังที่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างแท้จริง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ท้ายสุด “แชร์บอลและเทนนิส” นับเป็นกีฬาที่มีความเสี่ยงสูง เพราะต้องใช้ทักษะมาก โดยเทนนิสเผาผลาญไขมันได้ถึง 2,000 กิโลจูล/ชม. คุณเล่นคนเดียว ก็ต้องวิ่งอย่างเต็มที่ ส่วนแชร์บอล เล่นเป็นทีม จะอยู่ที่ 1,500 กิโลจูล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณได้วิ่งมากเท่าไหร่ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกออกกำลังแบบไหน สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้สึกดีกับมัน ด้วยการดูบุคลิกของตัวเองว่าเหมาะกับกีฬาประเภทไหน และเลือกในสิ่งที่ชอบ ย่อมจะทำให้การออกกำลังมีประสิทธิภาพมากที่สุด&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-3192447576564539311?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/3192447576564539311/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2009/01/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/3192447576564539311'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/3192447576564539311'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='ออกกำลังกายให้ตรงกับบุคลิก'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SX20DORumZI/AAAAAAAACOE/mNeRqzZEoAk/s72-c/Copy+of+j0430802.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-2193325040334478453</id><published>2008-12-16T22:40:00.004+07:00</published><updated>2008-12-16T22:57:42.567+07:00</updated><title type='text'>เอาจักรยานคืนมา</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SUfO1MdXrNI/AAAAAAAACGg/48sx1kRkbI8/s1600-h/j0289184.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5280416501387996370" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 269px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SUfO1MdXrNI/AAAAAAAACGg/48sx1kRkbI8/s400/j0289184.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt; สถานการณ์การเมืองอยู่ในสภาวะที่ร้อนแรงเหลือเกิน ร้อนแรงจนอากาศที่ว่าร้อนกลายเป็นเรื่องธรรมดา การแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมืองภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ กลายเป็นเรื่องของการเลือกข้าง สีเสื้อเหมือนตัวบ่งชี้ว่าตัวเองจะก้าวเดินไปในทิศทางใด&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;บางคนคิดหน้าจนไม่กล้าสวมเสื้อสีเหลืองหรือแดงออกจากบ้าน เพราะมีคนหมายหัวแล้วว่าคุณเป็นพวกใด ไม่ขาวก็ดำ ที่จะเลือกอยู่กลางๆ หรือสีเทาๆ ไม่ได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เป็นนักการเมืองแต่พูดเรื่องการเมืองไม่ได้ ความคิดถูกคนอื่นกำหนดแล้วว่าจะเป็นอย่างไร สู้หันไปคุยเรื่องอื่นรอบๆ ตัวดีกว่า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;สะดุดใจและสะดุดความรู้สึกมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะเราไม่มีทางเอาอนาคตที่ดีงามให้แก่โลกได้หากเราไม่สามารถให้ความพอดีกับการใช้ธรรมชาติคงไม่ผิดนักหากว่าวันนี้เราจะบอกให้มนุษย์เอาธรรมชาติคืนมา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไม่กี่วันก่อนมีโอกาสไปร่วมงาน "เกษตรร่วมใจ 116 วัน จากวันแม่ถึงวันพ่อ" ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน แม้งานนี้จะพบกับผู้คนมากหน้าหลายตาได้เสวนากับผู้หลักผู้ใหญ่หลายต่อหลายคน ประเด็นคงหนีไม่พ้นไปจากเรื่องการเมือง แต่นอกเหนือจากนั้นสิ่งที่ทุกคนมองและคิดเหมือนกัน คือ "ทุกวันนี้เกษตรศาสตร์ไม่เหมือนเดิม"&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ย้อนหลังกลับไปไม่ถึง 10 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งนี้สถาบันอุดมศึกษา ณ บางเขนแห่งนี้ เป็นที่รู้จักกันดีถึงปริมาณการใช้จักรยานเป็นพาหนะว่ามากกว่าใคร ยิ่งหากย้อนถึง 20-30 ปี พาหนะที่เรียกว่ารถยนต์แทบจะไม่มีใครใช้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;มองซ้ายมองขวาที่ท้องทุ่งบางเขน นิสิตหรือปัญญาชนของเกษตรศาสตร์มีแต่ใช้กำลังขาในการปั่นจักรยาน อาจารย์ส่วนใหญ่ก็นิยมใช้แต่จักรยาน บุคลากร เจ้าหน้าที่ รวมทั้งคนงานรู้จักและเลือกใช้แต่จักรยาน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ใครต่อใคร ที่นับว่าเป็นคนเกษตรศาสตร์เลือกพาหนะที่หลายคนว่าล้าสมัยเป็นพาหนะ นั่นคือ จักรยาน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่น ๆ มีแต่คนเบือนหน้าหนีรถยนต์ ขับขี่แต่จักรยานเป็นหลัก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่...ทุกวันนี้เกษตรศาสตร์ไม่เหมือนเดิม&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แม้ร่องรอยของจักรยานยังมีอยู่ ยังมีคนใช้จักรยานอยู่ แต่น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยจนอาจบอกได้ว่าทุกวันนี้ที่บางเขนจักรยานหายไป ถนนในมหาวิทยาลัยซึ่งจักรยานเคยครอบครองเป็นเจ้าถนนกลับถูกยึดครองและแทนที่โดยรถยนต์หันไปทางไหนไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาเห็นแต่รถยนต์ รถยนต์ รถยนต์&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;การใช้จักรยาน การขับขี่จักรยาน เป็นเสมือนวัฒนธรรมของชาวเกษตร หากแต่วัฒนธรรมอันเปรียบเช่นสัญลักษณ์ที่ใครต่อใครรู้จักหายไป วัฒนธรรมการใช้จักรยานหายไป&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ผู้เขียนอาจจะดูแก่ไป อายุมากเกินไป หากบอกว่ากำลังคิดถึงอดีต อยากได้อดีตกลับคืนมา หากแต่ความหวังที่อยากได้อดีตคืนมาคงไม่ได้หมายความถึงความทรงจำของวันวานเท่านั้น แต่รวมถึงเหตุผลที่วัฒนธรรมจักรยานมีผลดีกว่าวัฒนธรรมรถยนต์หลายต่อหลายอย่าง รวมทั้งข้อดีต่อมนุษยชาติหลายประการ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5280416491502663554" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 265px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SUfO0nohd4I/AAAAAAAACGY/usqAOCQz5g4/s400/j0289232.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;สุขภาพ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;การใช้จักรยานเป็นการใช้แรงงาน ไม่ใช้น้ำมัน ไม่ใช้เครื่องยนต์ ยิ่งใช้แรงงานมากยิ่งได้เหงื่อมาก การได้เหงื่อจึงเป็นการออกกำลังวิธีหนึ่ง เป็นการออกกำลังแบบธรรมชาติได้งานได้การเดินทางไปพร้อมกัน ยิ่งหากเราทำให้การใช้จักรยานเป็นวัฒนธรรม เป็นวิถีชีวิตปกติของการดำรงตน ยิ่งทำให้การออกกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นวัฒนธรรมของชุมชนไปโดยปริยาย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;มีเหงื่อออก ได้กำลังขา เครื่องจักรที่ใช้ในการเคลื่อนไหวไม่ใช้น้ำมันใช้แต่แรงนั่นเท่ากับการรักษาสุขภาพ การดูแลร่างกายตนเอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หากเรามีโอกาสดูแลสุขภาพโดยอ้อม ทำให้เรื่องดูแลสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตตน ทำให้เรื่องดูแลสุขภาพเช่นนี้กลายเป็นวัฒนธรรม ย่อมส่งผลต่อร่างกายอย่างแน่นอน เพราะการออกกำลังทำได้ในทุกสถานที่เมื่อมีโอกาส&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;การใช้จักรยานจึงเป็นการดูแลสุขภาพอีกทางหนึ่ง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;สิ่งแวดล้อม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;ใครๆ รู้ดีว่าจักรยานไม่ใช้น้ำมัน ผลกระทบต่อสิ่งรอบข้างจึงมีน้อยหรือแทบไม่มีเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องยอมรับว่าโลกในวันนี้มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมากมาย ดิน น้ำ ต้นไม้ อากาศ ขยะ ฯลฯ ล้วนแต่มีสภาพที่หลายคนเบือนหน้าหนี สาเหตุที่สำคัญส่วนหนึ่งมาจากการใช้เครื่องจักรกลการใช้น้ำมัน รวมไปถึงการใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการเดินทาง หากเราเดินทางมากเท่าใด ใช้น้ำมันมากเท่าใด สภาพแวดล้อมยิ่งสูญเสียมากเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การมีวินัย ใส่ใจในสิ่งรอบข้างตัวเองย่อมทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหายน้อยตามไปด้วย แต่จะดีกว่าหากเราใช้จักรยานในการเดินทาง ใช้จักรยานในการเคลื่อนที่สิ่งแวดล้อมที่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ มาจากการจัดการที่ถูกต้อง และจักรยานเป็นส่วนหนึ่งในนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;ลดการใช้พลังงาน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ราคาน้ำมันที่ผันผวน ทำให้เกิดการหันมาใช้พลังงานอย่างอื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแก๊สโซฮอลล์ ไบโอดีเซล ก๊าซ NGV, LPG โซลาร์เซลล์ รวมไปถึงการหันมาใช้พืชพลังงานทดแทน เช่น สบู่ดำ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพยายามหันมาใช้พลังงานอื่นทดแทนน้ำมันเพราะหลายคนมองไปในระยะยาวว่าสู้ไม่ไหว ยามที่ราคาแพงก็แพงจนเดือดร้อนกันไปทั่ว ยามที่ราคาตกกลับไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย แถมราคาน้ำมันยังส่งผลกระทบไปยังการผลิตประเภทอื่นด้วย เนื่องจากอิงเอาราคาน้ำมัน ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยในการผลิตทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าจะดีกว่าหากเรามีการใช้น้ำมันน้อยลง และน่าจะดีกว่าที่เราไม่ต้องหาพลังงานอื่นมาทดแทนด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้จักรยานเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการลดการใช้พลังงานระยะทางอาจไกลเกินกว่าการเดิน รถจักรยานจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการใช้พลังงานร่างกาย เหงื่อที่ออกมากับการปั่นจักรยานหมายถึงเราสามารถลดการใช้พลังงานอื่นได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;ภาวะโลกร้อน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อาจดูเป็นเรื่องสมัยใหม่หรือพยายามทำให้ดูทันสมัยรึเปล่า สำหรับการที่จะพูดถึงภาวะโลกร้อน แต่ข้อเท็จจริงคือเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะภาวะโลกร้อนที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ส่งผลให้ภูมิอากาศไม่แน่นอนเหมือนในอดีต ฝนตก อากาศร้อน พายุถล่ม น้ำท่วม ฯลฯ ล้วนแต่มีคนบอกว่าล้วนมาจากภาวะโลกร้อนทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ยืนยันได้อย่างหนึ่งคือ การพยายามดัดแปลงธรรมชาติ ใช้สิ่งแปลกปลอมธรรมชาติมากผิดปกติ แต่งเติมธรรมชาติมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัฒนธรรมจักรยานจึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามหวนคืนธรรมชาติ ใช้แรงงานมนุษย์เป็นหลักในการเดินทาง แม้จะเป็นส่วนน้อยสำหรับการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน แต่การใช้จักรยานไม่ซ้ำเติมธรรมชาติ การใช้จักรยานไม่ทำลายธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาวะโลกร้อนจึงแก้ไขได้ด้วยการลงมือทำ ไม่ใช่แค่คำพูดหรือวลีที่สวยหรู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อที่รอบมหาวิทยาลัยที่กว้างขวาง มีระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร ทำให้การใช้จักรยานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนมีความเหมาะสม สามารถแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน แม้จะมีบางคนต้องการใช้รถยนต์ภายในมหาวิทยาลัย เราสามารถจัดโซนให้ใช้ได้ หากเราประสบผลสำเร็จที่นี่อาจขยายผลไปเป็นตัวอย่างให้สถาบันอุดมศึกษาอื่น ทั้งจุฬาลงกรณ์ฯ ธรรมศาสตร์ ศรีนครินทรวิโรฒ ฯลฯ ประการสำคัญคือ จักรยานเป็นสัญลักษณ์ของชาวเกษตรศาสตร์มาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากไม่ได้เห็นกับตาตนเอง ไม่ได้รับรู้ด้วยตัวเอง คงแทบไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จักรยานของชาวเกษตรศาสตร์กำลังหายไป สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยกำลังหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเมืองมีแต่เรื่องยุ่งๆ หันมาเรียกร้องให้จักรยานกลับคืนมาที่เกษตรศาสตร์บางเขนดีไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากทำได้ นั่นย่อมหมายถึงอนาคตที่สดใสของเราทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล : &lt;a href="http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01161251&amp;amp;sectionid=0130&amp;amp;day=2008-12-16"&gt;หนังสือพิมพ์มติชน&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-2193325040334478453?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/2193325040334478453/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/12/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/2193325040334478453'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/2193325040334478453'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/12/blog-post.html' title='เอาจักรยานคืนมา'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SUfO1MdXrNI/AAAAAAAACGg/48sx1kRkbI8/s72-c/j0289184.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-6501740898682639646</id><published>2008-11-25T08:08:00.004+07:00</published><updated>2008-11-25T21:37:03.419+07:00</updated><title type='text'>"หัวลำโพง-ธนบุรี" สถานีรถไฟสุดคลาสสิก</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;"เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย แว่วดังฟังแล้วใจหาย หัวใจน้องนี้แทบขาด..." ฉันเดินฮัมเพลง "ด่วนพิศวาส" ของคุณป้าผ่องศรี วรนุช มาแต่ไกล เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของการมาชมสถานีรถไฟในวันนี้ &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272398243531829266" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 267px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SStSRKQbsBI/AAAAAAAACFw/3OlY9dqs0Wg/s400/01.jpg" border="0" /&gt;(สถานีรถไฟหัวลำโพง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;นี่ก็ใกล้จะถึงฤดูท่องเที่ยวหน้าหนาวแล้ว และการท่องเที่ยวโดยทางรถไฟก็ยังคงเสน่ห์มีมนต์ขลังที่แตกต่างจากการเดินทางแบบอื่น ฉันเองเวลาได้ยินเสียงหวูดรถไฟดังทีไรใจมันก็เต้นตึกตักออกอาการตื่นเต้น และเมื่อรถไฟขบวนยาวเหยียดค่อยๆขยับเคลื่อนไหวไปบนรางรถไฟ ก็ให้รู้สึกว่ามันเป็นพาหนะที่สง่างามเสียจริง วิ่งไปที่ไหนใครๆก็ต้องยอมหยุดให้รถไฟผ่านไปก่อน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;เชื่อว่าในช่วงปลายปีนี้คงมีหลายคนที่จะเลือกใช้บริการรถไฟในการเดินทางท่องเที่ยวหรือไปทำธุระที่ต่างจังหวัด วันนี้ฉันจึงจะขอพาทัวร์สถานีรถไฟเสียเลย โดยจะไปยังสถานีรถไฟแห่งสำคัญสองแห่งของฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี ที่นอกจากจะมีความสำคัญตรงที่เป็นศูนย์กลางของการเดินทางแล้ว ก็ยังเป็นสถานที่อันมีประวัติศาสตร์ยาวนานอีกด้วย นับตั้งแต่รถไฟขบวนแรกได้ออกวิ่งจากกรุงเทพไปยังอยุธยาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2439 มาวันนี้เรามีรถไฟหลายขบวนวิ่งตรงไปยังหลายจังหวัด นับรวมเป็นระยะทางกว่า 4,346 กิโลเมตร เลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272398240514654722" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 267px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SStSQ_BFQgI/AAAAAAAACFo/4gkIvzK_1fM/s400/02.jpg" border="0" /&gt;(ภายในชานชาลาสถานีรถไฟหัวลำโพง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;เริ่มจากสถานีแรก "สถานีกรุงเทพ" หรือที่เรียกกันติดปากว่า "สถานีรถไฟหัวลำโพง" เป็นสถานีรถไฟหลักที่สำคัญที่สุดในประเทศ ตัวสถานีสร้างขึ้นในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 แต่สถานีกรุงเทพฯปัจจุบันที่เราเห็นและใช้งานอยู่ปัจจุบันนั้นเป็นสถานีที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ให้บริการประชาชนในเส้นทางสายเหนือ สายอีสาน และสายใต้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;หลังคารูปทรงโดมที่เราเห็นจนชินตานั้น เป็นการก่อสร้างในสไตล์อิตาเลียนผสมผสานกับศิลปะยุคเรอเนสซอง โดยมีลักษณะคล้ายกับสถานีรถไฟของเมืองแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน และวัสดุในการก่อสร้างก็อิมพอร์ตมาจากเยอรมันนีด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272398239639653506" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 267px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SStSQ7wdzII/AAAAAAAACFg/qXHS4WjxW_A/s400/03.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;(อนุสาวรีย์ด้านหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพงสร้างถวายแด่ร.5)&lt;/p&gt;บรรยากาศของสถานีกรุงเทพฯที่ฉันได้สัมผัสเมื่อไปเยือนก็เหมือนกันทุกครั้ง คือภาพของผู้คนที่ส่วนหนึ่งเดินกันขวักไขว่มีเป้สะพายหลัง และอีกส่วนหนึ่งบ้างนั่งหลับ บ้างนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันปักหลักอยู่ตามเก้าอี้ หรือปูหนังสือพิมพ์นั่งบนพื้น รอรับเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง หรือรอเวลาที่รถไฟจะมาถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่ได้นั่งมองอากัปกิริยาของผู้คนในสถานีรถไฟก็เพลิดเพลินมากแล้ว แต่จะเพลินมากขึ้นไปอีกถ้ามองไปรอบๆเพื่อชมความงามภายในอาคารทรงโดมแห่งนี้ ตั้งแต่กระจกสีที่ช่องระบายอากาศทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่ช่วยเพิ่มความสว่างสดใสให้ตัวอาคารในเวลากลางวัน มองเห็นนาฬิกาบอกเวลาที่มีความเก่าแก่เท่ากับตัวอาคาร ในส่วนของที่ทำการกองโดยสารซึ่งอยู่ทางด้านขวามือของสถานีนั้น ก็มีลวดลายปูนปั้นที่งดงามอยู่ตามบันไดและเสาอาคาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และหากเดินเข้าไปในชานชาลาก็จะเห็นเก้าอี้ไม้หน้าตาคลาสสิคที่พบเห็นได้เฉพาะที่สถานีรถไฟตั้งเรียงอยู่ เป็นที่นั่งรอของผู้โดยสาร ในชานชาลานี้เราสามารถเข้าไปยืนชมรถไฟขบวนต่างๆได้อย่างใกล้ชิด แต่หากมาในช่วงที่รถไฟเพิ่งเข้าสถานีก็จะต้องเดินฝ่าคลื่นฝูงชนกันไป ก็ต้องระมัดระวังทรัพย์สินของตัวเองให้ดีด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272398232306281426" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 267px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SStSQgcDa9I/AAAAAAAACFY/D5C2IwIeLDQ/s400/04.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;(ผู้คนมากมายรออยู่ภายในสถานี)&lt;/p&gt;ก่อนจะจากลาสถานีรถไฟหัวลำโพงไปก็อย่าลืมแวะมาที่ด้านหน้าสถานี เพราะบริเวณนี้มีอนุสาวรีย์ที่ชาวข้าราชการรถไฟได้รวบรวมทุนทรัพย์จัดสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯอุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง โดยเป็นอนุสาวรีย์รูปช้างสามเศียร และมีพระบรมฉายาลักษณ์ด้านข้างแบบลายนูนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประดิษฐานอยู่ โดยบริเวณนั้นก็มีพวงมาลัยดอกไม้ที่ประชาชนมากราบไหว้พระองค์อยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272396764424610354" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SStQ7EJyojI/AAAAAAAACFQ/-gxd2ii3f1I/s400/05.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;(สถานีรถไฟนบุรีเก่า) &lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และในฝั่งธนบุรี ก็มีสถานีรถไฟเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งคือ "สถานีรถไฟธนบุรี" หรือสถานีรถไฟบางกอกน้อย ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และมีความสำคัญตรงที่เป็นสถานีต้นทางแห่งแรกของรถไฟสายใต้ ที่จะเดินทางไปจังหวัดทางภาคตะวันตกและภาคใต้ เช่น จังหวัดสมุทรสาคร นครปฐม หัวหิน กาญจนบุรี ก่อนที่ต่อมาจะมีการสร้างสะพานพระราม 6 ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกในกรุงเทพฯ ทำให้เป็นการเชื่อมทางรถไฟสายเหนือและสายใต้เข้าด้วยกัน รถไฟสายใต้จึงได้มีการเปลี่ยนต้นทาง-ปลายทางไปยังสถานีกรุงเทพบ้าง&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272396763147397762" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SStQ6_ZR6oI/AAAAAAAACFI/spRPD6DMk2Y/s400/06.jpg" border="0" /&gt;(สถานีธนบุรี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;สถานีรถไฟธนบุรีสร้างขึ้นตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงเห็นว่าการเดินทางมาจากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ง่ายต่อการเดินทางไปสู่ภาคใต้และภาคตะวันตก อีกทั้งแถบนี้ยังเป็นชุมชนที่หนาแน่น โดยพระองค์ได้เสด็จมาเปิดสถานีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2446&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายคนคงรู้จักสถานีรถไฟบางกอกน้อยจากเรื่อง "คู่กรรม" ที่โกโบริและอังศุมาลินมาพบรักกันแถวๆนี้ แต่เรื่องมันเศร้าเมื่อโกโบริต้องจบชีวิตลงจากพิษลูกระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง เช่นเดียวกับสถานีรถไฟบางกอกน้อยก็ได้ถูกทำลายไปด้วยลูกระเบิดในครั้งนั้นด้วยเช่นกัน แต่ต่อมาก็ได้มีการสร้างอาคารสถานีรถไฟขึ้นใหม่ในบริเวณพื้นที่เดิม เป็นอาคารรูปทรงกะทัดรัด โดดเด่นด้วยหอนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมสีส้มอิฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในปัจจุบันอาคารหลังนี้ก็ไม่ได้ใช้เป็นสถานีรถไฟอีกต่อไป เมื่อการรถไฟฯได้มอบที่ดินบริเวณนี้ให้โรงพยาบาลศิริราชเมื่อปี พ.ศ. 2546 เพื่อจัดสร้างเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในระดับนานาชาติ ที่จะมีทั้งศูนย์การให้บริการทางการแพทย์ ศูนย์พิพิธภัณฑ์การแพทย์ ศูนย์เทคโนโลยีต่างๆ ดังนั้นจึงไม่มีการเดินรถไฟสายใต้จากสถานีธนบุรีแห่งนี้อีก แต่ก็มีสถานีธนบุรีแห่งใหม่ที่อยู่ถัดจากสถานีเดิมออกไปเกือบๆหนึ่งกิโลเมตร ส่วนสถานีเก่านั้นทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้ทุบทำลายแต่อย่างใด แต่ยังเก็บรักษาตัวอาคารเอาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272396753340248482" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SStQ6a3EsaI/AAAAAAAACFA/kBLemJR7P28/s400/07.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;(โรงรถจักรธนบุรี)&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;ในบริเวณสถานีรถไฟธนบุรีนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจที่คนรักรถไฟไม่ควรพลาด นั่นก็คือ "โรงรถจักรธนบุรี" ซึ่งเป็นสถานที่จัดเก็บและบำรุงรักษารถจักรไอน้ำเพื่อใช้ลากจูงขบวนรถในวันสำคัญต่างๆ จำนวน 5 คันด้วยกันคือรถจักรไอน้ำ ยี่ห้อ ซี 56 สร้างในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2 คัน รถจักรไอน้ำแปซิฟิค สร้างในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2 คัน และรถจักรไอน้ำมิกาโด สร้างจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 1 คัน โดยรถจักรไอน้ำทั้ง 5 คันนี้จะถูกนำออกมาใช้ในงานเทศกาลต่างๆ เช่น งานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว งานวันสถาปนากิจการการรถไฟแห่งประเทศไทย งานวันปิยมหาราช และวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5272396754376354658" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SStQ6euGa2I/AAAAAAAACE4/gulhiazKhGw/s400/08.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;(รถจักรไอน้ำในโรงรถจักรธนบุรี) &lt;/p&gt;&lt;div align="left"&gt;สถานีรถไฟทั้งสองสถานีนี้ต่างก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานพอๆกัน และยังคงความเป็นศูนย์กลางในการเดินทางสัญจรไปมาของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ที่ยังชื่นชอบเสน่ห์ของรถไฟ พาหนะที่ยังคงความคลาสสิกในดวงใจของหลาย ๆ คน&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากผู้จัดการออนไลน์&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-6501740898682639646?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/6501740898682639646/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/11/blog-post_25.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/6501740898682639646'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/6501740898682639646'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/11/blog-post_25.html' title='&quot;หัวลำโพง-ธนบุรี&quot; สถานีรถไฟสุดคลาสสิก'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SStSRKQbsBI/AAAAAAAACFw/3OlY9dqs0Wg/s72-c/01.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-3050232545159265217</id><published>2008-11-14T17:10:00.002+07:00</published><updated>2008-11-14T17:17:34.676+07:00</updated><title type='text'>"ก๋วยเตี๋ยวหมูมะนาวเจ๊แอ๊ด" รสจัดจ้าน จี๊ดจ๊าด</title><content type='html'>ความนิยมในการกินอาหารรสจัดจ้าน จี๊ดจ๊าด เปรี้ยว เผ็ดร้อนของพี่ไทยนั้นมีมาช้านานแล้ว ขนาดก๋วยเตี๋ยวซึ่งเป็นอาหารมาจากจีน ส่วนใหญ่เมื่อมาอยู่ในเมืองไทยยังต้องมีการปรุงรสชาติให้แซบเผ็ดถูกปากตามสไตล์พี่ไทย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในบ้านเรามีก๋วยเตี๋ยวประเภทต้มยำมาสนองความต้องการของนักกินที่ชอบกินอาหารรสจัดกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5268454206304012914" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SR1PL-opynI/AAAAAAAACEA/sbJVauvDUNs/s400/Image1.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;และในมื้อนี้ "ผ่านมาแวะกิน" ก็มีร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสเด็ดอีกหนึ่งร้านมาแนะนำ ร้านที่ว่านี้คือ "ก๋วยเตี๋ยวหมูมะนาวเจ๊แอ๊ด" เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ อันร่มรื่นที่ซ่อนตัวลึก แต่ไม่ลับอยู่ภายในซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 ซึ่งที่นี่มีก๋วยเตี๋ยวต้มยำสูตรมะนาวรสเด็ด เป็นเมนูของดีอันชวนให้มาลิ้มลองรสชาติกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ก๋วยเตี๋ยวต้มยำสูตรมะนาว (25-40 บาท) ของที่นี่นั้นเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำใส ที่มีความโดดเด่นตรงที่ทางร้านจะปรุงรสชาติต้มยำแบบจัดจ้าน โดยใช้มะนาวคั้นสดๆ ทุกวัน พริกขี้หนูป่นทำเอง และใส่ถั่วลิสงที่คั่วเองใหม่ๆ ปรุงรสชาติกับน้ำตาล น้ำปลาแบบชามต่อชาม และใส่มาในน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวปรุงอยู่นาน ส่วนเครื่องปรุงอื่นๆก็ใส่มาหลากหลาย มีทั้งหมูสับ หมูหมักลวกสุก และลูกชิ้นหมู ชิมก๋วยเตี๋ยวแล้วต้องบอกว่าทางร้านปรุงรสชาติมาได้แบบเผ็ดจัดจ้าน เปรี้ยว หอมมะนาวถูกใจ เรียกว่ากินโดยไม่ต้องปรุงรสอะไรเพิ่มอีก กลมกล่อมถูกปากเข้ากับเครื่องที่ใส่มาไม่ว่าจะเป็นหมูสับเนื้อนุ่ม หมูหมักเคี้ยวนิ่ม ลูกชิ้นหมูเคี้ยวเด้ง &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5268454194120804146" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 256px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SR1PLRP8xzI/AAAAAAAACD4/eDjIho0C5ss/s400/Image2.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;และใช่ว่าที่ร้านนี้จะมีแต่เมนูก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสเด็ดเป็นเมนูชูโรงเท่านั้น ที่นี่ยังมีเมนูอาหารจานเด็ดอื่นๆ ที่ชวนสั่งมากิน ไม่ว่าจะเป็น ซี่โครงหมูตุ๋นราดข้าว (40 บาท) เป็นซี่โครงหมูอ่อนตุ๋นกับเครื่องเทศยาจีนจนเปื่อยนุ่ม พร้อมกับปรุงรสด้วยเครื่องเทศไทย จนได้ซี่โครงหมูอ่อนรสชาติดีที่เนื้อนุ่มออกรสเครื่องเทศที่ซึมถึงเนื้อใน กระดูกซี่โครงอ่อนเคี้ยวกรุบกรับ กินคู่กับข้าวสวยอิ่มท้องกันไป&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5268454192988071794" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 269px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SR1PLNB4p3I/AAAAAAAACDw/zbGQj6Hj3as/s400/Image3.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หรือจะเป็นเมนูจานเด่นประเภทยำ อย่างยำหนังปลาแซลมอน (45 บาท) ทางร้านนำหนังปลาแซลมอนทอดกรอบมายำใส่หอมใหญ่ มะเขือเทศ ผักขึ้นฉ่าย ปรุงรสชาติยำแบบไทยๆ ลิ้มรสเคี้ยวหนังปลาแซลมอนหอมๆ กรุบกรอบปากซึมรสชาติน้ำยำเปรี้ยว หวาน เค็มเจือเผ็ดนิดหน่อย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นอกจากนี้ก็ยังมีอาหารจานเด็ดอื่นๆ ที่ชวนกินอีก อาทิ ยำหมูมะนาว (45 บาท) ก๋วยเตี๋ยวซี่โครงหมูตุ๋น (40-45 บาท) สลัดผัก (30 บาท) ของหวานก็มี วุ้นมะพร้าวอ่อน (30 บาท) พุดดิ้งนมสด (20 บาท) และเมนูอื่นๆ อีกสารพัดที่ทางร้าน "ก๋วยเตี๋ยวหมูมะนาวเจ๊แอ๊ด" มีให้ลองแวะมาฝากท้องอิ่มกันแบบเต็มที่ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;"ก๋วยเตี๋ยวหมูมะนาวเจ๊แอ๊ด" ตั้งอยู่ภายในซอยวัดมะพร้าวเตี้ย บนถ.จรัญสนิทวงศ์ ซ. 13 การเดินทางให้เข้ามาในซอยจรัญฯ 13 (ซ.พาณิชย์ธนฯ) แล้ววิ่งตรงเข้ามาประมาณ 6-7 ก.ม. จะเห็นซ.วัดมะพร้าวเตี้ยทางขวามือ หน้าปากซอยมีเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นจุดสังเกต ให้เลี้ยวเข้าซอยมาแล้วตรงมาเรื่อยๆ จนมาเจอสะพานข้ามคลองบางเชือกหนังลงมา ก็จะเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวหมูมะนาวเจ๊แอ๊ด ตั้งอยู่ขวามือ หรือถ้ามาทางเส้นถ.วงแหวนกาญจนาภิเษก ก็วิ่งตรงมาเรื่อยๆ เลยเนติบัณฑิตยสภามา ก็จะเห็นป้ายที่เขียนว่าซอยลัดไปจรัญฯ 13 ให้เลี้ยวเข้าซอยนั้นตรงเข้ามาประมาณ 2 ก.ม. ก็จะเห็นซ.วัดมะพร้าวเตี้ยอยู่ซ้ายมือ มีที่จอดรถในร้าน เปิดทุกวัน เวลา 10.00-16.00 น. (หยุดทุกศุกร์สุดท้ายของสิ้นเดือน) โทร. 08-6786-4071&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000099280"&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-3050232545159265217?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/3050232545159265217/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/11/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/3050232545159265217'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/3050232545159265217'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='&quot;ก๋วยเตี๋ยวหมูมะนาวเจ๊แอ๊ด&quot; รสจัดจ้าน จี๊ดจ๊าด'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SR1PL-opynI/AAAAAAAACEA/sbJVauvDUNs/s72-c/Image1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-3121978108501592540</id><published>2008-10-26T17:18:00.003+07:00</published><updated>2008-10-26T17:23:43.689+07:00</updated><title type='text'>วัดถ้ำเสือ-วัดถ้ำเขาน้อย"</title><content type='html'>หากพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวประเภทวัดวาอารามในจังหวัดกาญจนบุรี ในสายตาของใครหลายคนอาจจะดูสู้แหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตก ป่าเขา เขื่อน และสถานที่ทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ แต่กระนั้นเมืองกาญจน์ ก็นับเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีวัดวาอารามน่ายลอยู่มากมาย ดังเช่น 2 วัด ต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;วัดแรก คือ “วัดถ้ำเขาน้อย” ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง ซึ่งเป็นวัดที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมศิลปะแบบจีนที่สวยงามและโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261405830864599090" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQREuh_aeDI/AAAAAAAABmk/C_yoFcXzgig/s400/E6291024-9.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;วัดถ้ำเขาน้อยแห่งนี้ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2426 โดยมีหลวงปู่แห้ง(กั๊กเง้ง) เป็นพระจีนมาพำนักเป็นรูปแรก ต่อมามีพระจีนอีก 2 รูปมาปกครองดูแล ต่อจากนั้นก็มีพระญวน คือพระอาจารย์เตี๊ยบถ่อมาพำนักปกครองดูแลเมื่อปี พ.ศ.2457 นับแต่นั้นมาก็มีพระสงฆ์ญวนอีกหลายรูปมาปกครองดูแลตามลำดับมาจนถึงพระอาจารย์กิจ ตัยเฟือง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในปัจจุบัน กรมศาสนาได้มาสำรวจสภาพวัดและได้ออกหนังสือรับรองสภาพวัดถ้ำเขาน้อยเป็นวัดฝ่ายอนัมนิกายโบราณอายุประมาณ 100 ปีเศษ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เมื่อเขาไปภายในวัดจะเจอกับพระศรีอริยเมตตรัย ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่เบื้องหน้า ด้านข้างติดกับพระประธานมี เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ที่ผู้คนที่มายังวัดแห่งนี้จะนิยมขอพรในเรื่องของโชคลาภเงินทองกันเป็นจำนวนมาก ด้านข้างของพระประธานทั้งสองด้านมีพระพุทธรูป 18 พระอรหันต์&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261405827302086610" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQREuUuC19I/AAAAAAAABmc/9_KzowHQJCQ/s400/125296-61.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ถัดจากพระประธาน เดินเลยเข้าไปด้านข้างทั้งสองข้างจะมีบันไดค่อยๆคดเคี้ยวขึ้นไปยังด้านบน ระหว่างทางมีจุดพักเป็นระยะๆ และมีรูปเคารพเทพเจ้าต่างๆ เมื่อขึ้นไปถึงยังด้านบนยอดเขาวัดถ้ำเขาน้อยเป็นที่ตั้งของเก๋งจีน 7 ชั้น เปรียบได้กับสวรรค์ทั้ง 7 ชั้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ด้านล่างสุดของเก๋งจีนนี้ประดิษฐานพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เมื่อขึ้นบันไดไปยังชั้นถัดไป ๆ ในแต่ละชั้นประดิษฐานพระพุทะรูปปางต่างๆ จนถึงชั้นบนสุดคือชั้นที่ 7 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่สมเด็จพระสังฆราชในนิกายจีนของวัดมังกรประธานให้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ติดกับวัดถ้ำเขาน้อย คือ “วัดถ้ำเสือ” (Wat Sua Cave) สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทย จากคำบอกเล่าต่อๆกันมา วัดถ้ำเสือแห่งนี้เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆ อยู่ในถ้ำบนเขาซึ่งถือกำเนินมากว่า 100 ปี แต่เดิมภายในถ้ำมีพระพุทะรูปศิลาแลงซึ่งชำรุดหักพังมากมาย มีผู้บอกกล่าวกันต่อๆมาว่าพระพุทะรูปเหล่านั้นเกิดการชำรุดเนื่องจากถูกทหารพม่าทำลายเมื่อครั้งที่ได้ยกทัพผ่านมา โดยใช้เส้นทางด่านพระเจดีย์ 3 องค์เป็นเส้นทางเดินทัพ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ในปี พ.ศ.2516 ได้มีการวางแผ่นฤกษ์สร้างหลวงพ่อชินน์ประทานพร หรือ พระพุทธชินราช ประทับปางประทานพร ขนาดใหญ่สีทองอร่ามโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขา มีพุทธลักษณะที่สวยงามมาก ต่อมาในปี พ.ศ.2518 ได้สร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทเบื้องซ้ายยาว 1.50 เมตร ลึก 2.50 เมตร มีน้ำซึมตลอดเวลา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา ในปี พ.ศ.2520 และในปีเดียวกันก็ได้จัดสร้างพระอุโบสถอัฏมุข หรือพระอุโบสถ 8 มุข เป็นลักษณะทรงไทยมีลวดลายสวยงามวิจิตร ภายในพระอุโบสถมีภาพเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ สำหรับพระอุโบสถ 8 มุขนี้ไม่มีที่ใดสร้าง แต่ที่วัดถ้ำเสือสร้างขึ้นด้วยมโนภาพ ด้วยจิตสำนึกที่พระอรหันต์มาประชุมและกราบทูลพระพุทธเจ้าออกเผยแพร่พระพุทธศาสนาทั้ง 8 ทิศ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ต่อมา เมื่อปี พ.ศ.2527 ได้สร้างพระเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาท สูง 75 เมตร ภายในโปร่งมี 9 ชั้น มีบันไดเวียนสำหรับขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุด้านบนยอดสุดของพระเจดีย์ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในปราสาทจุฬามณีบรมสารีริกธาตุ ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ชั้นบนสุดของพระเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาท เมื่อ พ.ศ.2533 ที่ผ่านมา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หากใครมีโอกาสแวะเวียนไปเมืองกาญจน์ก็อย่าลืมที่จะไปสักการะพระบรมธาตุกันได้ที่วัดถ้ำเขาน้อยและวัดถ้ำเสือ ที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ เรื่องจากผู้จัดการออนไลน์ ภาพจาก thaimtb.com&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-3121978108501592540?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/3121978108501592540/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/10/blog-post_26.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/3121978108501592540'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/3121978108501592540'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/10/blog-post_26.html' title='วัดถ้ำเสือ-วัดถ้ำเขาน้อย&quot;'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQREuh_aeDI/AAAAAAAABmk/C_yoFcXzgig/s72-c/E6291024-9.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-4743635759603761621</id><published>2008-10-25T15:21:00.009+07:00</published><updated>2008-10-25T15:30:30.018+07:00</updated><title type='text'>ฝรั่งบ้าวิ่ง“กานต์”มะกันตำนานรักคอกหมู ตำนานวิ่ง "อ่าวไทย-อันดามัน" 22.32 ชม.</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQLYJvrLaTI/AAAAAAAABmM/5dZz4WLVBfE/s1600-h/thumbFilename2_getattachment_copy8.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261004976650152242" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQLYJvrLaTI/AAAAAAAABmM/5dZz4WLVBfE/s400/thumbFilename2_getattachment_copy8.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; เคยมีฝรั่งมังค่ามาทำวิจัยที่เมืองไทย เพื่อทดสอบว่า “ใจดี” จริงหรือไม่ โดยไปตามต่างจังหวัด จนข้อสรุปที่ได้ คนไทยใจดีจริงๆ เพราะไปบ้านไหนก็ให้กินข้าว จะเดินทางก็มีคนไปส่ง “ใจดี” แบบนี้ ไม่พบในบ้านเมืองของเขา ฝรั่งไม่น้อยที่มาเมืองไทยแล้วหลงใหลแผ่นดินนี้ ถึงขนาดมีเมียมีลูกฝังรกรากบนแผ่นดินใหม่ “ผมไม่รู้จักเมืองไทยมากนัก รู้แต่ว่าเมืองไทยมีกษัตริย์ มีช้าง มีข้าว และอากาศร้อน ซึ่งมันก็เพียงพอที่ทำให้ผมตัดสินใจเดินทางมาไทย" Karl Kunz เปิดใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;Karl Kunz คือใคร เขาแตกต่างจากฝรั่งทั่วไปแค่ไหน คำตอบคร่าวๆ ที่คนไทยบางกลุ่มรู้จักคือ หนุ่มมะกัน ชาววอชิงตัน ดี.ซี. คนนี้ เป็นนักวิชาการเกษตร มีปริญญาโท 2 ใบ ด้านเกษตร และคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่คนกีฬาอีกส่วน รู้จักเขาในฐานะนักวิ่งมาราธอน ที่เรียกกันติดปากว่า “ไอ้ฝรั่งบ้าวิ่ง วิ่งแข่งขันทุกอาทิตย์” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQLYoywouLI/AAAAAAAABmU/FXUO3paTXTo/s1600-h/thumbFilename2_2_copy228.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261005510054295730" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQLYoywouLI/AAAAAAAABmU/FXUO3paTXTo/s400/thumbFilename2_2_copy228.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;Karl Kunz เล่าที่มาที่ไปชีวิต หลังจากจบปริญญาตรีจาก ม.เซนต์แมรี เขาเข้าร่วมกับองค์กร พีซคอร์ป เป็นอาสาสมัครพัฒนาชนบททั่วโลก เพื่อส่งเสริมการเกษตร อย่าง เลี้ยงหมู ไก่ เมื่อตัดสินใจมาเมืองไทย ต้องเรียนภาษาไทย 3 เดือน เขาบินมาเมืองไทยเมื่อปี 2522 ตอนอายุได้ 24 ปี ประเดิมงานแรกไปสอนชาวบ้านเลี้ยงหมูที่ จ.บุรีรัมย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนุ่มมะกัน บอกว่า อีสานเมื่อ 39 ปีที่แล้ว ไม่มีถนนลาดยาง ตอนมาใหม่ๆ ต้องปรับตัวมาก รู้จักภาษาไทยแค่ภาษากลาง ฟังอีสานไม่รู้ แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะคิดว่าเหมือนคนตกน้ำแล้ว ต้องว่ายให้ได้ ไม่งั้นจมน้ำตาย ไม่นานนักเขาก็เข้าใจภาษาไทยทุกภาค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คนหนุ่มไฟแรงลุยงานหนักทันที ภาระแรก ต้องหาคอกหมูที่ว่างเพื่อเลี้ยงหมูเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้าน แต่หาเท่าไรก็ไม่ได้ จนที่สุดเรื่องราว “มนต์รักคอกหมู” ก็เกิดขึ้น เพราะมีคอกหมูว่างอยู่ที่เดียวเท่านั้น คือ คอกหมูของสาวสวยชื่อ “น้อย” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQLXwPTwK6I/AAAAAAAABl0/IvP2yiGjhEE/s1600-h/thumbFilename2_3_copy187.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261004538465233826" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQLXwPTwK6I/AAAAAAAABl0/IvP2yiGjhEE/s400/thumbFilename2_3_copy187.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;“ผมก็เลี้ยงหมู เลี้ยงไปเลี้ยงมา ผมก็พบรักกับเจ้าของคอกหมู แล้วเราก็แต่งงานกัน ตอนนั้นผมอายุ 26 ปี จากนั้นเลี้ยงหมูและเลี้ยงลูกด้วยกันอีก 2 คน ผมใช้ชื่อไทยว่า กานต์ คูนซ์" &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นี่คือที่มาของตำนานรักคอกหมู ของหนุ่มมะกันกับสาวบุรีรัมย์ “น้อย” สุจิน คูนซ์ แต่อดีตที่น่าสนใจอีกอย่างของ กานต์ คูนซ์ คือ เขาเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลมาก่อน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;"ผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า คนเล่นบาสพออายุ 45 ปีมักจะเข่าเสีย ผมจึงตัดสินใจเลิกเล่นบาสเลย เพราะไม่อยากเข่าเสีย คราวนี้เลยวิ่งอย่างเดียว จนเป็นที่มาอีกตำนาน ไอ้ฝรั่งบ้าวิ่ง" &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQLX6iklHAI/AAAAAAAABl8/bL7upx-lEAM/s1600-h/thumbFilename2_5_copy123.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261004715434777602" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQLX6iklHAI/AAAAAAAABl8/bL7upx-lEAM/s400/thumbFilename2_5_copy123.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; สถิติที่เจ้าตัวบันทึก นับตั้งแต่อายุ 45 ปี จนวันนี้อายุ 61 ปี รวม 16 ปี วิ่งแล้ว 483 สนาม ทั้งไทยและต่างประเทศ เฉพาะที่วิ่งมาราธอนเกิน 42 กม. มากถึง 83 สนาม สถิติที่น่าทึ่งคือ วิ่งทุกสัปดาห์ แต่ละปีเฉลี่ยแล้ว 40-50 กม. เคยวิ่งมาราธอนเกิน 42 กม. ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ คือระยะทาง 42 กม. 60 กม. 42 กม. และ 42 กม. &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คนเราจะบ้าวิ่งได้ขนาดไหน ลำพังหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์คงไม่พอบันทึกเรื่องของมะกันบ้าวิ่งแน่นอน เอาเฉพาะเหตุการณ์สุดลิ่มทิ่มประตู 2 เหตุการณ์มาประกอบความบ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;กานต์ บอกเมียว่าจะไปวิ่งแต่กลับดึกหน่อยนะให้นอนไปก่อน ปรากฏว่า เขาไปวิ่งที่โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 6 โมงเช้า วิ่งโดยไม่หยุด เขาวิ่งไปทั้งหมด 12 ชม. 235 รอบสนามฟุตบอล คิดระยะทางได้ 95 กม. พอกลับบ้าน เมียโกรธใหญ่เป็นฟืนเป็นไฟ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องบ้าวิ่งขนาดนั้น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ตอนหลัง ลูกสาวของกานต์ก็บ้าวิ่งตามพ่อ จึงชวนแม่ไปวิ่งจ็อกกิ้งด้วย ปรากฏว่าแม่เขาก็วิ่งตลอด ชักติดใจเหมือนสามี แถมผลงานดีครองสถิติประเทศไทยในการวิ่งกลุ่มอายุ 55 ปี ประเภท 800 ม., 1,500 ม. และ 10 กม. &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขายังบ้าวิ่ง และการวิ่งของเขาถือว่าเป็นตำนานวงการวิ่ง พิชิต 2 สมุทร คือ วิ่งจากฝั่งอ่าวไทย จ.สงขลา เพื่อไปยังฝั่งอันดามัน จ.สตูล เมื่อปี 2550 ซึ่งรายการนี้เป็นการวิ่งผลัด แต่กานต์อยากพิชิตระยะทางเพียงคนเดียวไม่ต้องการวิ่งผลัดกับใคร &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตามโปรแกรมคนวิ่งผลัด จะออกวิ่งตอนตี 5 เพื่อให้ไปถึงเส้นชัยที่ จ.สตูล เวลา 6 โมงเย็น ผมตัดสินใจออกวิ่งตอน 4 ทุ่ม เพื่อจะได้เข้าเส้นชัยพร้อมกัน ฝ่ายจัดการแข่งขันขับรถตาม ผมวิ่งไปกับเด็กรุ่นน้องอายุ 35 ปี วิ่งไปเรื่อยๆ ตามสไตล์ผม รุ่นน้องเขาก็รอผม ผมบอกว่าไม่ต้องรอหรอก ผมไปเรื่อยๆ ปรากฏว่า รุ่นน้องเข่าเจ็บวิ่งต่อไม่ไหว ผมก็วิ่งต่อ จะหยุดบ้างก็แค่หยุดฉี่ เพราะกินน้ำไปเยอะ ตอนเวลา 6 โมงเย็น ผมยังเหลือระยะทางอีก 10 กม. ผมไม่ท้อ วิ่งจนถึง แต่กว่าจะถึงปาไป 2 ทุ่มครึ่ง รวมเวลาที่ผมวิ่ง 22.32 ชม. ระยะทาง 136 กม.” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQLYCC4NalI/AAAAAAAABmE/RK4jxaVb1ec/s1600-h/thumbFilename2_6_copy85.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261004844366129746" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQLYCC4NalI/AAAAAAAABmE/RK4jxaVb1ec/s400/thumbFilename2_6_copy85.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;การวิ่งเป็นการท้าทาย ผมมีความสุขที่ได้วิ่ง การวิ่งแตกต่างจาการทำงาน เพราะทำงานเราใช้สมอง เมื่อวิ่งเราไม่ได้อยู่ในโลกของความคิด เราอยู่กับปัจจุบันเป็นโลกอีกโลกหนึ่งที่มีแต่เรากับเส้นทาง เป็นโลกแห่งความเป็นจริงโลกที่ท้าทายพลังของเรา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับมะกันวัย 61 ปีรายนี้ การวิ่งคือการเข้าฌานอย่างหนึ่ง ไม่แตกต่างจากการเดินจงกรม เพื่อทำสมาธิในวิถีนักบวชศาสนาพุทธ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ : คมชัดลึก&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์-เรื่อง&lt;br /&gt;ต้อง ชัตเตอร์ กกท.-ภาพ&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-4743635759603761621?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/4743635759603761621/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/10/2232.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4743635759603761621'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4743635759603761621'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/10/2232.html' title='ฝรั่งบ้าวิ่ง“กานต์”มะกันตำนานรักคอกหมู ตำนานวิ่ง &quot;อ่าวไทย-อันดามัน&quot; 22.32 ชม.'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SQLYJvrLaTI/AAAAAAAABmM/5dZz4WLVBfE/s72-c/thumbFilename2_getattachment_copy8.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-1260184925556835886</id><published>2008-10-14T21:10:00.003+07:00</published><updated>2008-10-14T21:18:17.083+07:00</updated><title type='text'>หน้าหนาวกับสาวผิวแห้ง</title><content type='html'>วิธีดูแลผิวหน้าหนาวสำหรับสาว ๆ ผิวแห้ง ตอนนี้เริ่มเข้าหน้าหนาวกันแล้ว สิ่งที่เห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงของร่างกายคือสุขภาพผิวนั่นเอง โดยเฉพาะผิวแห้งยิ่งเป็นปัญหาใหญ่และเห็นได้ชัด หากไม่ได้รับการบำรุงดูแลเอาใจใส่แล้ว อาจจะทำให้ผิวของคุณเสียและขาดความมั่นใจ เพราะเกิดปัญหาผิวแตกลายได้ จึงมีวิธีมาแนะนำสำหรับสาว ๆ ที่กำลังประสบปัญหาผิวช่วงหน้าหนาว&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5257012921812367362" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SPSpZkhDuAI/AAAAAAAABkc/iF5zG99aX3E/s400/aveeyong-2.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;&lt;strong&gt;กระชับรูขุมขนช่วงหน้าหนาว&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;อากาศหนาวจะทำให้ผิวของคนเราขาดความชุ่มชื่น โดยเฉพาะตอนที่เราอาบน้ำจะทำให้ผิวของเรามีความตึงมากยิ่งขึ้นกว่าปกติ หลังจากที่เราอาบน้ำแล้วภายใน 3 นาที เราก็ควรที่จะทาโลชั่นทันที เพื่อป้องกันผิวแตกแห้ง และเกิดเป็นขุยขาวได้สำหรับคนที่มีรูขุมขนกว้าง โดยเฉพาะคนที่ย่างเข้าวัย 20 ปลายๆ อาจจะรู้สึกว่ารูขุมขนดูขยายใหญ่ขึ้น ทุกๆ เช้าหลังล้างหน้า ให้นำน้ำแข็งลูบให้ทั่วหน้า ทำทุกวันจะรู้สึกได้เลยค่ะ ว่ารูขุมขนกระชับขึ้น ในระหว่างวันก็ดื่มน้ำอุ่นให้มาก ๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิวด้วยคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5257012925533003570" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SPSpZyYIHzI/AAAAAAAABkk/TxwiUt_MNsA/s400/winterskin.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;&lt;strong&gt;ดูแลผิวหน้าหนาวสำหรับสาวผิวแห้ง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผิวแห้งเป็นปัญหาที่เกิดจากผิวขาดวิตามินและความชุ่มชื้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวนี้ยิ่งแล้วใหญ่ อากาศหนาวจะทำให้ผิวของคุณแห้งยิ่งกว่าเดิม นอกจากคุณจะบำรุงผิวด้วยครีมบำรุงแล้วก็ควรที่จะดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อผิวแห้งจะได้ชุ่มชื้นขึ้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวนี่เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงใช่ย่อยนะคะ แทนที่คุณสาวๆ ผิวแห้งจะใช้ผลิตภัณฑ์แบบต้องใช้น้ำเปล่าล้างเหมือนเคย ลองเปลี่ยนมาเป็นประเภทน้ำนมทำความสะอาดผิวดู เพราะนอกจากจะช่วยทำความสะอาดเครื่องสำอางและสลายเซลล์ผิวเก่าแล้ว ยังช่วยให้คุณสาวๆ ผิวนุ่มชุ่มชื่นขึ้นด้วยล่ะค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนาวนี้สาวผิวแห้งก็คงจะทราบแล้วว่าควรจะทำอย่างไร เพื่อที่จะกระชับผิวให้ผิวมีสุขภาพดี ไม่แห้งแตกลายในช่วงหน้าหนาวที่กำลังประสบอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.pooyingnaka.com/story/story.php?Category=beauty&amp;amp;No=1906"&gt;ผู้หญิงนะคะ&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-1260184925556835886?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/1260184925556835886/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/10/blog-post_14.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/1260184925556835886'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/1260184925556835886'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/10/blog-post_14.html' title='หน้าหนาวกับสาวผิวแห้ง'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SPSpZkhDuAI/AAAAAAAABkc/iF5zG99aX3E/s72-c/aveeyong-2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-6893757033000657071</id><published>2008-10-02T17:33:00.004+07:00</published><updated>2008-10-02T17:38:20.199+07:00</updated><title type='text'>กินเจอย่างไร ให้หนุ่มสาวได้ (อีกครั้ง)</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SOSkU-g5HZI/AAAAAAAABiE/qqebqrwet9c/s1600-h/Vege01.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5252503745706139026" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SOSkU-g5HZI/AAAAAAAABiE/qqebqrwet9c/s400/Vege01.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt; ท่ามกลางสภาพปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่เป็นไปด้วยความตึงเครียด ไม่เพียงแค่เรื่องจิตใจเท่านั้นที่ต้องมีความเข้มแข็ง หากแต่การดูแลร่างกายก็เป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่ายิ่งเรื่องของอาหารการกิน ด้วยว่าอาหารบางอย่างอาจทำให้ร่างกายเราร้อนรุ่ม กระตุ้นอารมณ์ ความอยาก ความปรารถนาได้ ทำให้ใจไม่เป็นสุข ในทางตรงกันข้ามถ้าเลือกกินอาหารที่จัดว่า &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;“ร่าเริง”&lt;/span&gt; ได้นั้น ก็จะพลันทำให้เกิดความเย็นใจ อารมณ์สงบ ประสบแต่ความสุขทุกวันวาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ทั้งนี้ อาหารที่เรียกว่าจะทำให้คุณเป็นสุขหนุ่มสาวได้อีกครั้งดังที่เรียกว่า “อาหารร่าเริง” นั้นส่วนใหญ่มีอยู่ในอาหาร &lt;strong&gt;“เจ”&lt;/strong&gt; เป็นหลัก&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;กินเจได้แต่อย่าให้กินจุ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นพ.กฤษดา ศิรามพุช, พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ข้อมูลว่า อาหาร “เจ” ของจีนนั้นต่างกับอาหาร “มังสวิรัติ” ของฝรั่ง หรือ แขก โดยเจแบบของจีนนั้นไม่ได้ให้กินแต่ผักอย่างเดียว ด้วยมีผักถึง 5 อย่างที่กินไม่ได้ ซึ่งโดยมากเป็นผักกลิ่นแรง แถมเจของจีนก็ยังไม่ได้ห้ามเนื้อสัตว์ร้อยเปอร์เซ็นต์โดยสามารถกินหอยนางรมได้ ซึ่งเป็นความเชื่อตามตำนานของการกินเจ ส่วนถ้าเป็นมังสวิรัติของฝรั่งกับแขกนั้นจะไม่แตะต้องเนื้อสัตว์เลย แต่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์นั้นก็อาจมีแตะต้องบ้าง ต่างกันไปตามลัทธิความเชื่อ เช่น บางลัทธิให้กินไข่ได้ หรือบางลัทธิให้กินนมได้ แต่บางลัทธิก็ไม่ให้กินผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์เลยอย่างสิ้นเชิง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สำหรับการกินเจอย่างถูกต้อง มีความสุข ไม่ต้องพะวักพะวงว่าตนเอง หรือลูกหลานที่ยังเล็กจะขาดอาหารนั้น มีวิธีการดังต่อไปนี้ คือ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;หนึ่ง- หนักอาหารผัก เช่น ผักคะน้า, บร็อกโคลี, ผักโขม, แครอท หรือฟักทอง ซึ่งไม่ต้องกลัวว่าจะขาดแป้ง โดยผักที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่มีแป้งเจืออยู่ทั้งนั้น แถมเป็นแป้งชั้นดีกว่าแป้งขาวๆ จากข้าวสวย ก๋วยเตี๋ยวเกี๊ยวน้ำหรือขนมปังเป็นก้อน โดยแป้งจากผักนี้จะทำให้ไม่หิวเร็วจึงไม่ต้องกลัวเอวใหญ่ไร้กางเกงใส่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืม คือ ควรเติมวิตามินบีสิบสองจากอาหารจำพวกธัญพืชที่เติมวิตามิน, ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองแบบพิเศษสำหรับผู้กินมังสวิรัติหรือวิตามินบีสิบสองแบบเม็ดด้วย เพราะบีสิบสองนี้มีในนมและไข่ ถ้าขาดไปจะทำให้โลหิตจางได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สอง -เว้นวรรคจากขนม ด้วยธรรมชาติของคนกินเจนั้นจะหิวเร็ว ถ้ากินอาหารเจแบบแท้ๆ ที่มีแป้งเยอะ ไม่ว่าจะหมี่กึงซึ่งเป็นแป้งสาลี หรือขนมจีบซาลาเปาเจ หรือแม้แต่น้ำเต้าหู้ที่ใส่หวานค่อนข้างเยอะ จึงทำให้เกิดอาการ “ติดแป้ง” อยากกินมื้อต่อไปไวขึ้น ดังนั้น ถ้ามื้อใดกินแป้งจากในอาหารแล้วก็ไม่ควรกินของหวาน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สาม - ไม่อมน้ำมัน นั่นคือ ให้เลี่ยงอาหารมันๆ เพราะน้ำมันเหล่านี้ถึงแม้จะเป็นน้ำมันพืชแต่ถ้าได้มากไปก็จะไปทำให้เกิดร้อนในอักเสบเหมือนไฟในร่างกายได้ เรียกง่ายๆ ว่า ไขมันนี้ถ้ากินมากไปก็ทำให้ร้อนใจได้ ไม่สงบเย็นสมกับการกินเจ แต่ถ้าเผลอกินเข้าไปแล้ว อาจรับประทานชาจีนหรือชาเขียวซึ่งมีธาตุต้านแก่เยอะแถมยังช่วยขัดตะกรันไขมันที่เกรอะอยู่ตามองคาพยพของเราได้ดีด้วย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สี่ -หมั่นเติมโปรตีน ดังที่ทราบว่าอาหารเจส่วนใหญ่ไร้เนื้อสัตว์ ดังนั้น ขอให้กินโปรตีนเกษตร, เต้าหู้, ถั่ว และ งา เสริมเข้าไป ส่วนถ้าบทบัญญัติใดที่ให้กินหอยนางรมได้ก็ยิ่งดี เพราะจะได้ธาตุสังกะสีมหาศาลมาบำรุงภูมิคุ้มกันและน้ำมันดีโอเมกาทรีอีกต่างหาก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5252503634628108402" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SOSkOgt04HI/AAAAAAAABh8/JUVwKCshS5g/s400/Vege02.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;อาหารกำหนดชะตา &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;นพ.กฤษดา ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่า น่าแปลกอยู่พอดูที่ศาสนาใหญ่ของโลกล้วนแต่มีวัตรปฏิบัติที่คล้ายคลึงกันในแง่ของการกิน นั่นคือ ให้กินพอประมาณ ไม่มากไปจนอิ่มแปร้เป็นทุกข์หรือไม่น้อยไปจนร่างกายโทรมปฏิบัติไม่ได้ ถ้าลองเปรียบเทียบดูแต่ละศาสนาว่าเหมือนกันในเรื่องของการกินหรือไม่ สามารถดูได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ศาสนาพุทธ มีเรื่องของวิกาลโภชนา ห้ามฉันอาหารตั้งแต่หลังเพลไป แต่ให้ฉันน้ำปานะหรือน้ำคั้นผลไม้ได้ถึง 8 ชนิด ศาสนาคริสต์ มีเรื่องฤดูถือบวชหรือ “เลนท์ (Lent)” ซึ่งกินเวลาราว 40 วันศาสนาอิสลาม มีช่วงถือศีลอดอาหารหรือรอมฎอนอยู่ในช่วงปลายปีเช่นเดียวกัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;“น่าแปลกทีเดียวว่าผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้ที่จำกัดอาหารเหล่านี้มีค่าที่น่าพึงใจไม่น้อยทีเดียว ด้วยค่าน้ำตาลที่ลดลง ไขมันอิ่มตัวไม่สูงมาก หรือแม้ความดันโลหิตที่เคยสูงก็ลดลงมาได้ ทำให้ไม่ต้องกินยาหรือปรับยาเพิ่มขึ้นมาก และที่สำคัญเลย ก็คือ ทุกท่านล้วนแล้วแต่รู้สึกหนุ่มสาวขึ้น มีพลังกายพลังใจกลับมาทำงานได้อีกครั้งเหมือนได้ชาร์จแบตเตอรี่ใหม่” &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;“ดังนั้น จึงอยากขอเน้นย้ำไว้อีกทีว่า ไม่ว่าท่านจะนับถือศาสนาใด แต่การกินให้พอเหมาะไม่อิ่มจนเกินไปหรือไม่อดจนคนรอบข้างวุ่นวายนั่นแหละครับคือการ กินด้วยปัญญา ถ้าท่านกินเจก็จะเป็นเจที่ได้บุญหนุนส่งจริง ไม่ต้องวิ่งไปหาร้านเจที่อร่อยๆ หรือไปนั่งกินกับใครเขาก็ไม่ได้ต้องให้ปรุงเป็นพิเศษหรือออกนอกบ้านแล้วก็กินได้แต่ไข่เจียว เพราะสิ่งใดก็ตามที่ต้องไปรบกวนคนอื่นเขาก็ไม่น่าจะเอาบุญหรือความสุขใจได้เต็มที่เท่าตัวเราเองครองศีลให้ดีตามวิถีแห่งศาสนาที่อยู่ในใจไม่ว่าจะศาสนาใดก็ตาม ด้วยบางทีไม่ว่าเราจะมีชีวิตดีหรือร้ายนอกจากการกระทำของเราเองแล้วดังนี้อาหารที่ดีก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กันครับ” นพ.กฤษดา ให้คำแนะนำทิ้งท้าย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000116511"&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-6893757033000657071?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/6893757033000657071/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/10/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/6893757033000657071'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/6893757033000657071'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/10/blog-post.html' title='กินเจอย่างไร ให้หนุ่มสาวได้ (อีกครั้ง)'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SOSkU-g5HZI/AAAAAAAABiE/qqebqrwet9c/s72-c/Vege01.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-6550438993160429667</id><published>2008-09-27T12:04:00.006+07:00</published><updated>2008-09-27T12:17:07.869+07:00</updated><title type='text'>เยี่ยมบ้านจักรยาน ในวันฝนมาห่าใหญ่</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5250563864433021490" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SN3ABBoIUjI/AAAAAAAABeE/GNXQMolqioI/s400/scoop1.jpg" border="0" /&gt;วันที่พายุหอบเอาฝนห่าใหญ่ มาเยือนใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;บางคนอาจปลอบใจตัวเอง หลังแรงพิโรธแห่งธรรมชาติผ่านพ้น ไม่นานฟ้าสีหม่น คงกลับมาแจ่มใส&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ระหว่างที่โดนห่าฝนกระหน่ำอย่างไม่ปรานี และรอจนกว่าท้องฟ้ากลับมาแจ่มใส บ้านเรือนบางหลังที่ต้านวิกฤติไม่ไหว อาจแพ้ภัยพายุ เหลือแต่ซากหักพังไว้ให้ดูต่างหน้า&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สภาพเศรษฐกิจและความวุ่นวายในบ้านเมืองยามนี้ ไม่ต่างกับพายุฝนห่าใหญ่เท่าใดนัก นอกจากนักลงทุนส่วนหนึ่งเริ่มเบื่อหน่าย ย้ายทั้งเงินทุนและฐานการผลิต เผ่นไปประเทศอื่น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ในแง่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ยังถูกแรงกระทบโดยตรงจากการที่คนส่วนใหญ่ ระมัดระวังในการท่องเที่ยว และใช้จ่ายมากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ในแง่เศรษฐศาสตร์ การที่ผู้คนพากันรัดเข็มขัด ไม่กล้าจับจ่าย กลับเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี เพราะกระแสหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากการสูบฉีดโลหิต ส่งไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;คราใดที่เลือดลมเริ่มติดขัด เดินไม่สะดวก อีกไม่นานผลร้ายก็ตามมา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แม้รัฐบาลรักษาการได้ประกาศยกเลิกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพื้นที่ กทม.ไปแล้ว เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2551&lt;br /&gt;ภาคธุรกิจเอกชนโดยรวม หวังกันว่า จากนี้ไปสถานการณ์คงดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SN3ATTvWlUI/AAAAAAAABeM/XtKn89Gwl4k/s1600-h/scoop2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5250564178532799810" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SN3ATTvWlUI/AAAAAAAABeM/XtKn89Gwl4k/s400/scoop2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;แต่สำหรับ สันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรม ก็ยังแน่ใจไม่ได้ว่า อนาคตอันใกล้ อาจมีการ ยุบพรรคการเมือง หรือ ยุบสภา ตามมาอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สันติเชื่อว่า ผลพวงทางการเมืองทั้ง 2 อย่าง น่าจะเกิดขึ้นภายในไม่เกิน 2-3 เดือน หลังจากได้ตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่&lt;br /&gt;สะท้อนให้เห็นว่า ลึกทๆทแล้วยังคงมีความกังวลใจเรื่องเศรษฐกิจพ่วงการเมือง ในหมู่นักธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งรู้ดีว่า ตราบใดที่พรรคพลังประชาชนยังเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ตามรูปการณ์นี้ เท่ากับว่า จากนี้ไปยังไม่มีใครสามารถชี้ชัดว่า ความวุ่นวายทางการเมือง จะกลับมาพ่นพิษใส่เศรษฐกิจให้บอบช้ำไปอีกนานเพียงใด&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แต่ที่แน่ ๆ หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจ และการเมืองช่วงที่ผ่านมา เข้าแล้วอย่างจัง ก็คือ เจ้าของพิพิธภัณฑ์เอกชน&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SN3Aay39u9I/AAAAAAAABeU/L6783T7r11M/s1600-h/scoop3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5250564307149503442" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SN3Aay39u9I/AAAAAAAABeU/L6783T7r11M/s400/scoop3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;อาจารย์ทวีไทย บริบูรณ์ วัย 66 ปี เจ้าของพิพิธภัณฑ์ “บ้านจักรยาน” หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมีชื่อเสียง ย่านถนนสวนผัก (ซอย 6) เขตตลิ่งชัน เปรียบเปรยว่า&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สถานภาพของบ้านจักรยานเวลานี้ ไม่ต่างกับเรือกลางทะเล ที่กำลังผจญกับพายุฝนห่าใหญ่ ทั้งจากการเมืองและเศรษฐกิจ ที่ซัดกระหน่ำ&lt;br /&gt;ช่วงที่ยังไม่เกิดวิกฤติทางการเมืองและเศรษฐกิจ เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เคยมีผู้คนมากหน้าหลายตาแวะไปเยี่ยมชม “บ้านจักรยาน” เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 40-100 ราย ในวันธรรมดามีไม่ต่ำกว่า 20-30 ราย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ผิดกับช่วงนี้ “บ้านจักรยาน” แลดูเหงาจับหัวจิตหัวใจ นานๆทีจึงจะมีผู้แวะเวียนเข้าไปชมสักราย เจ้าของสถานที่ประเมินว่า อาจเป็นเพราะนาทีนี้คนส่วนใหญ่คงไม่มีอารมณ์จะเสพสุขกับอาหารตา สู้เอาเวลาไปห่วงเรื่องหากินปากท้องไว้ก่อนดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;อาจารย์ทวีไทยออกตัว “บ้านจักรยาน” วันนี้ยังไม่ถึงขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นได้อย่างมากก็แค่ “บ้านของนักสะสม” และตัวเขาก็เป็นนักสะสมคนหนึ่ง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หลายแห่งในเมืองไทย ที่เรียกตัวเองว่า พิพิธภัณฑ์ ผมว่ายังเป็นได้อย่างไม่ครบถ้วน หรือถึงจะใกล้เคียงกับคำว่า พิพิธภัณฑ์ ก็เป็นได้แบบไม่จีรัง นับวันมีแต่เสื่อมลง&lt;br /&gt;เมื่อเปิดแสดงไปสักช่วงหนึ่ง ถ้าไม่สามารถจัดหาอะไรแปลกใหม่มาแสดงเพิ่ม เพื่อเรียกความสนใจจากคนดูได้ ต่อไปก็จะไม่มีใครไปดู”&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;พิพิธภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบตามนิยามของอาจารย์ทวีไทย อย่างแรก ต้องมีรูปแบบและของที่จะโชว์ครบถ้วน ถัดมา ต้องให้ข้อมูลแก่ผู้อื่นได้ และประการสุดท้าย ต้องมีข้อจำกัดในวิถีทางของมันเอง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เช่น มีของโชว์อยู่ 10 ชิ้น จะต้องดำรงไว้ตลอดไปทั้ง 10 ชิ้น ไม่ก็หา มาโชว์เพิ่ม แต่จะไม่มีวันลดลง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ตราบใดที่ของโชว์ยังมีการเคลื่อนไหว เช่น ขายออกให้ผู้ไปเยี่ยมชม เช่นเดียวกับรูปแบบของ “บ้านจักรยาน” ที่ใครใคร่ชม ก็ชมฟรี ใครใคร่ซื้อ (ถ้าสู้ราคาไหว) เขาก็ยินดีขายให้ สถานที่เช่นนี้ ยังเรียกไม่ได้ ว่า พิพิธภัณฑ์ เป็นแค่ “แหล่งรวมของเก่า” มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ทำนองเดียวกับบางสถานที่ นำเรือโบราณหลายชนิดมาตั้งโชว์ แต่มีไม่ครบทุกชนิด อย่างนี้ก็ยังไม่ถึงขั้นเรียกว่า พิพิธภัณฑ์ เช่นกัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SN3AjsCK6dI/AAAAAAAABec/ZjylQnwvOoA/s1600-h/scoop4.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5250564459932084690" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SN3AjsCK6dI/AAAAAAAABec/ZjylQnwvOoA/s400/scoop4.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;“บ้านจักรยาน” ของ อ.ทวีไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการ (ให้เข้าชมฟรี) มาตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. 2542 หรือจนถึงขณะนี้ เป็นเวลาเกือบ 1 ทศวรรษ&lt;br /&gt;สถานที่แห่งนี้ ร่มรื่นด้วยแมกไม้ คละเคล้าด้วยกลิ่นอายบรรยากาศของบ้านไม้แบบโบราณ ที่รู้สึกและสัมผัสได้ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเท้าเข้าไปเยือน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นอกจากมีจักรยานรุ่นเก่าจอดเรียงหลายสิบคัน อุปกรณ์และชิ้นส่วนจักรยานนับพันชิ้น ยังมีรถยนต์โบราณ และของสะสมที่เป็นเครื่องใช้ในอดีต หาดูได้ยาก อีกนับไม่ถ้วน&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ทั้ง ตลับยาหม่อง ซองยา ขวดแป้ง ขวดยา ขวดน้ำปลา ขวดหมึก ขวดน้ำอัดลม แก้วน้ำ กระป๋องนม กระปุกใส่น้ำมันแต่งผม ปากกา หมึกซึม กระบอกไฟฉาย ป้ายเหล็กโฆษณา นาฬิกาพก ตู้ไม้เก่า สลากกินแบ่งฯ กระต่ายขูดมะพร้าว ไม้เท้า ไม้คมแฝก ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ของเก่าเล่าอดีตเหล่านี้ คะเนด้วยสายตารวมกันไม่น่าต่ำกว่า 5 พันชิ้น แม้แต่เจ้าของเอง ก็ไม่เคยนับ แต่เจ้าตัวบอกว่าเขาใช้เวลาเสาะหา และรวบรวมอยู่หลายสิบปี แต่ละชิ้นมีอายุประมาณ 20-70 ปีขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บางชิ้นอาจหลงเหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวในเมืองไทย เพราะไม่เช่นนั้น ทายาทเจ้าของโรงงานยาบางยี่ห้อ ซึ่งคนไทยรู้จักดี คงไม่บากบั่นไปขอซื้อผลิตภัณฑ์รุ่นแรก ที่ทางโรงงานผลิตขายเมื่อ 40-50 ปีก่อน เพื่อนำไปเก็บไว้ในกรุพิพิธภัณฑ์ยา&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;อ.ทวีไทยเผยเคล็ดลับว่า การเสาะหาของเก่าน่าสะสม ก็เหมือนกับการเลือกหาผู้หญิงสักคนมาเป็นภรรยา&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;“มีทั้งออกไปหาเอง เดินไปเจอโดยบังเอิญ บางชิ้นก็เหมือนกับภรรยาเรา ที่เฝ้ารอแต่เราเท่านั้นไปเป็นสามี หรือเจ้าของ มันอาจเป็นเพราะมีกรรมผูกพันกันอยู่ ของบางชิ้นไปทีแรกยังไม่ได้ ต้องใช้เวลาตามตื๊อถึง 9 ปี ก็มี”&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นักสะสมวัย 66 บอกว่า ทุกวันนี้เขาเริ่มลดสัดส่วนการเก็บของสะสมที่ชื่นชอบ เหลือเพียงอย่างละ 40 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับสมัยก่อน มีกี่ชิ้นเก็บไว้หมด&lt;br /&gt;โดยให้เหตุผลว่า ของทุกชิ้นที่สะสม เปรียบเสมือนพระสมเด็จวัดระฆัง ที่เปลี่ยนมือเจ้าของมานับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยอยู่กับใครได้นานเกินกว่าชั่วชีวิตของคนผู้นั้น&lt;br /&gt;“ผมเคยสังเกต ถ้าเราบอกว่า ให้ดูฟรี แต่ไม่ขาย เผลอทีไรเป็นโดนขโมยทุกที ช่วงหลังๆเลยตัดสินใจขายออกเป็นบางส่วน แต่ตั้งราคาไว้สูงหน่อย&lt;br /&gt;เพราะถ้าขายถูก นอกจากคนที่ซื้อไปไม่เห็นคุณค่า ป่านนี้ผมคงไม่เหลืออะไรไว้โชว์”&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SN3AjjuevEI/AAAAAAAABek/SUu3HgDtlqg/s1600-h/scoop5.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5250564457702014018" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SN3AjjuevEI/AAAAAAAABek/SUu3HgDtlqg/s400/scoop5.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อ.ทวีไทยเชื่อว่า ทุกสิ่งในโลก ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ เพียงแต่เกิดขึ้นตามวาระและโอกาส&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;“สถานการณ์บ้านเมืองยามนี้ ไม่ต่างกับฝนห่าใหญ่กระหน่ำประเทศ ถ้าต้องตั้งตารอจนกว่าฝนหยุดตก ด้วยการพึ่งรายได้จากการขายของที่สะสมไว้อย่างเดียว ป่านนี้ผมคงแย่ แต่ที่อยู่ได้ เพราะผมมีอาชีพอื่นให้ทำอีกร้อยแปด”.&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ&lt;a href="http://www.thairath.co.th/news.php?section=hotnews02&amp;amp;content=105554"&gt; ไทยรัฐ&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-6550438993160429667?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/6550438993160429667/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/09/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/6550438993160429667'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/6550438993160429667'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/09/blog-post.html' title='เยี่ยมบ้านจักรยาน ในวันฝนมาห่าใหญ่'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SN3ABBoIUjI/AAAAAAAABeE/GNXQMolqioI/s72-c/scoop1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-58515075725089760</id><published>2008-09-10T18:14:00.001+07:00</published><updated>2008-09-10T18:17:15.276+07:00</updated><title type='text'>แปลงโฉมเป็นสาวสุขภาพดี ภายใน 30 วัน</title><content type='html'>แม้เราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ภายในวันเดียว แต่ถ้าภายใน 1 เดือนล่ะ!...มาร่วมเป็นสาวสุขภาพดีแบบปลอดภัย อย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดเดือนกันยายนนี้ ที่ปฏิบัติเพียงวันละอย่างเท่านั้น กับ 30 เคล็ดลับเด็ดที่ไม่ควรพลาด ตามที่ นิตยสาร madame FIGARO ฉบับเดือนกันยายน หน้าปกนางเอกตลอดกาล หมิว-ลลิตา ศศิประภา ในคอลัมน์เฮลท์ (Health) นำมาฝากกัน&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5244350087280569778" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SMesnl4lrbI/AAAAAAAABa8/VNQInIjrp-k/s400/551000011443201.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เริ่มที่ เกร็ดดี ๆ อย่าง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “ขยับ ขยับ ขยับ” ในแต่ละวัน ควรออกกำลังอย่างน้อย 30 นาที &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “ระวังน้ำหนัก” ลองหาค่า BMI ของตัวเองดู (BMI=น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยความสูงเป็นเมตร ยกกำลัง 2 ถ้ามากเกินคือหารแล้วเกิน 25) &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “ตื่นนอนเวลาเดิม ๆ” ถ้าไม่อยากให้ระบบการทำงานร่างกายเสียไปได้ทั้งวัน จากการตื่นนอนไม่เป็นเวลา &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “มื้อเย็นทานปลา” เป็นประจำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ช่วยในเรื่องความจำและสมอง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “ดื่มน้ำแก้วใหญ่ ๆ ในอุณหภูมิปกติ” โดยน้ำที่ร่างกายต้องการก็คือ น้ำที่ไม่ร้อนหรือเย็นจัดจนเกินไป &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “กินอาหารที่มีแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพ” ได้แก่ กล้วย กระเทียม หัวหอม และโยเกิร์ต &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “ยืดคลายนิ้ว” ด้วยการขยับนิ้วเข้า ๆ ออก ๆ (ทำท่าคล้ายกรงเล็บ) และหมุนข้อมือรวมถึงข้อนิ้วไปมา &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “ทำแต่สิ่งที่ต้องทำ” ลองจดอย่างละเอียด แล้วทำเท่าที่ควรจะทำ จะได้ไม่ยุ่งและเครียดจนเกินไป &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “ฟังเพลงเพราะ ๆ ในตอนเช้า” ช่วยสร้างพลังให้กับจิตใจและช่วยกระตุ้นอารมณ์ได้ ทำให้คุณทำงานได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และอารมณ์ดีไปตลอดวัน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “ตรวจเครื่องสำอาง” ที่เก่า ๆ หรือหมดอายุให้ทิ้งไป อย่าไปเสียดาย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “ดูแลรองเท้า” นอกจากดีไซน์และวัสดุแล้ว ควรเลือกที่ใส่สบาย พอดีเท้า ไม่คับไม่หลวมจนนำไปสู่โรคต่างๆ เช่น ตาปลา หรือกระดูกข้อเท้าบิดเบี้ยว &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “พักใจ” หยุดทุกอย่าง ลองหลับตานิ่งๆ นับ 1-100 ในใจ จะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;- “ดื่มชาบ่อย ๆ” จากการทดสอบแล้วนักวิจัยเชื่อว่าการดื่มชาจะช่วยลดการเกิดเชื้อโรคในร่างกาย รวมไปถึงลดอาการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;และอีกมากหมายหลายวิธีที่สาว ๆ ผู้รักสุขภาพไม่ควรพลาด&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-58515075725089760?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/58515075725089760/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/09/30.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/58515075725089760'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/58515075725089760'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/09/30.html' title='แปลงโฉมเป็นสาวสุขภาพดี ภายใน 30 วัน'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SMesnl4lrbI/AAAAAAAABa8/VNQInIjrp-k/s72-c/551000011443201.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-1380448534256963393</id><published>2008-07-29T21:40:00.003+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:33.308+07:00</updated><title type='text'>กฎจราจร...มาตราที่เกี่ยวข้องกับผู้ขับขี่จักรยาน</title><content type='html'>&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5228451256131285410" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SI8wt0cmcaI/AAAAAAAABZ0/Cv0weEmnMjo/s400/Rt042.jpg" border="0" /&gt;พระราชบัญญติจราจรทางบก พ.ศ. 2522&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรา 79 ทางใดที่ได้จัดไว้สำรหับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับในทางนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรา 80 รถจักรยานที่ใช้ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่จักรยานต้องจัดให้มี&lt;br /&gt;1) กระดิ่งที่ให้เสียงสัญญาณได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร&lt;br /&gt;2) เครื่องห้ามที่ใช้การได้ดีเมื่อใช้สามารถทำให้รถจักรยานหยุดได้ในทันที&lt;br /&gt;3) โคมไฟติดหน้ารถจักรยานแสงขาวไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้แสงไฟส่องตรงไปข้างหน้าเห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่าสิบห้าเมตร และอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาของผู้ขับขี่ซึ่งขับรถสวนมา&lt;br /&gt;4) โดยไฟติดท้ายรถจักรยานแสงแดงไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้แสงสว่างตรงไปข้างหลังหรือติดวัตถุสะท้อนแสงสีแดงแทน ซึ่งเมื่อถูกส่องให้มีแสงสะท้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรา 81 ในเวลาต้องเปิดไฟตาม มาตรา 11 หรือ มาตรา 61 ผู้ขัขี่รถจักรยานอยู่ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ต้องจุดโคมไฟแสงขาวหน้ารถเพื่อให้ผู้ขับขี่ หรือคนเดินเท้า ซึ่งขับรถหรือเดินสวนสามารถมองเห็นรถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรา 82 ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับให้ชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางด้านซ็ยสุดของทางเดินรถ ต้องขับขี่รถจักรยานให้ชิดช่องเดินรถประจำทางนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรา 83 ในทางเดินรถไหล่ทางหรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถจักรยาน&lt;br /&gt;1) ขับโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน&lt;br /&gt;2) ขับโดยไม่จับคันบังคับรถ&lt;br /&gt;3) ขับขนานกันเกินสองคัน เว้นแต่ขับในทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน&lt;br /&gt;4) ขับโดยนั่งบนที่อื่นมิใช่อานที่จัดไว้เป็นที่นั่งตามปกติ&lt;br /&gt;5) ขับโดยบรรทุกผู้อื่น เว้นแต่รถจักรยานสามล้อสำหรับบรรทุกคน ทั้งนี้ตามเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด&lt;br /&gt;6) บรรทุก หรือถือสิ่งของใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวาง การจับคันบังคับรถ หรืออันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน&lt;br /&gt;7) เกาะหรือพ่วงรถอื่นที่กำลังแล่นอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตรา 84 เว้นแต่บทบัญญัติในลักษณะนี้จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานปฏิบัติตาม &lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5228451259536071186" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SI8wuBIXWhI/AAAAAAAABZ8/zPF4nQXwPVs/s400/Rt029.jpg" border="0" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-1380448534256963393?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/1380448534256963393/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/07/blog-post_29.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/1380448534256963393'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/1380448534256963393'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/07/blog-post_29.html' title='กฎจราจร...มาตราที่เกี่ยวข้องกับผู้ขับขี่จักรยาน'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SI8wt0cmcaI/AAAAAAAABZ0/Cv0weEmnMjo/s72-c/Rt042.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-6332814342622935364</id><published>2008-07-19T14:06:00.004+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:33.731+07:00</updated><title type='text'>ยล(ประติมากรรม)ช้างเอราวัณ ใหญ่ที่สุดในโลก</title><content type='html'>หากว่าใคร เคยผ่านไปตรงเส้นทางถนนสุขุมวิทสายเก่าผ่านบางนา เลยแยกปู่เจ้าสมิงพรายก่อนถึงตัวเมืองสมุทรปราการ ทางซ้ายมือจะพบกับสิ่งชวนตะลึงอ้าปากตาค้าง กับอาคารสิ่งก่อสร้างรูปทรงช้างสามเศียร ที่มีขนาดใหญ่โตมหึมา ดูอลังการงานสร้างมากๆ ที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกลจากริมถนน และเมื่อได้เข้ามาใกล้ ๆ ตรงบริเวณด้านหน้าของอาคารที่ว่า จะเห็นว่ามีผู้คนจำนวนมากมาย มีทั้งคนขายดอกไม้ เครื่องบูชา และผู้คนที่มากราบไหว้ เดินกันให้ไขว่อยู่บริเวณด้านหน้า ซึ่งผู้คนจำนวนมากมายังสถานที่แห่งนี้ก็เพราะว่ามาเพื่อที่จะขอโชคลาภ เพราะเชื่อกันว่าสิ่งก่อสร้างนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเหตุที่ผู้คนจำนวนมาก เชื่อว่าช้างสามเศียรนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะว่า ช้างสามเศียรนี้ มีชื่อเรียกว่า “ช้างเอราวัณ” ที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ “พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ” ซึ่งถือว่าเป็นประติมากรรมช้างเอราวัณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งทำด้วยวิธีเคาะมือ &lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5224619250483207170" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGThu-4HAI/AAAAAAAABYY/h7ABEkQnIFQ/s400/Image.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;“พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ” แห่งนี้ ก่อกำเนิดมาจากแนวคิดและจินตนาการอันเปี่ยมล้น ของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ซึ่งใช้เวลาในการก่อสร้างนานนับ 10 ปี กว่าจะได้มาซึ่งผลงานชิ้นโบว์แดงยิ่งใหญ่ระดับโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ “พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ” ตัวอาคารมีความสูงเท่ากับตึกสูงประมาณ 17 ชั้น ความสูงจากพื้นดินถึงโหนกหัวช้าง 43.60 ม. ส่วนตัว “ช้างเอราวัณ” ที่ตั้งอยู่ด้านบนตัวอาคาร มีความสูง 29 เมตร กว้าง 12 เมตร. ยาว 39 เมตร. น้ำหนักตัวช้างรวม 250 ตัน ส่วนลำตัวหนัก 150 ตัน ส่วนเศียรหนัก 100 ตัน และใช้ทองแดงบริสุทธิ์ เคาะด้วยมือในการทำผิวช้าง หากเข้ามาภายในพิพิธภัณฑ์ พื้นที่ด้านหน้าตัวอาคาร ทางพิพิธภัณฑ์ฯ ได้จัดเตรียมพวงมาลัย ดอกไม้ ธูป และแผ่นทอง เพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผู้เชื่อถือได้นำไปกราบไหว้และปิดทองรูปจำลองช้างเอราวัณ และก็จะมีดอกบัวมาให้ลอย ซึ่งการลอยดอกบัวที่สระน้ำข้างฐานของอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ ถือเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งของชาวศรีลังกา ที่ว่าการลอยดอกบัวถือเป็นการเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับชีวิต และเมื่อเดินเข้ามายังตัวอาคาร ด้านล่างจะมีระเบียงรอบเป็นวงกลม มีทางเข้าภายในอาคารได้หลายทาง ภายในแบ่งการจัดแสดงเป็น 3 ส่วน ตามลักษณะไตรภูมิ คือ ชั้นล่างสุดเป็นชั้นบาดาล มีรูปปั้นมนุษย์นาคตั้งอยู่เหนือน้ำตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางเป็นสัญลักษณ์ ภายในชั้นนี้มีการจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องถ้วยชามสังคโลก พระพุทธรูป รวมไปถึงการจัดนิทรรศการบอกเล่าความเป็นมาของการสร้างพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ชีวิตและผลงานของคุณเล็ก และคุณพากเพียร วิริยะพันธุ์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5224619254392262834" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGTh9i3kLI/AAAAAAAABYo/8Bts1bCfz4Q/s400/Image1.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ส่วนที่สอง คือ ชั้นมนุษยโลก ซึ่งมีทางเข้าเป็นซุ้มประตูถึง 8 ประตู และด้านบนของแต่ละซุ้มแกะสลักปูนปั้นเป็นรูปเทวดาประจำวันทั้ง 7 (แต่ที่มี 8 ซุ้ม เพราะวันพุธมีกลางวันและกลางคืน) ที่มีความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมปูนปั้นเป็นอย่างมาก และภายในชั้นนี้ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ด้วยลวดลายปูนปั้นประดับเบญจรงค์ฝีมือศิลปิน และช่างจากจังหวัดเพชรบุรี มีซุ้มพระเกตุทรงพระขรรค์ และมีเก๋งจีนที่ภายในประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิมอายุเก่าแก่ถึง 1,300 ปี เป็นสัญลักษณ์ ส่วนบนเพดานถูกประดับตกแต่งด้วยกระจกสี ออกแบบเป็นรูปทวีปทั้ง 5 และรูปกลุ่มจักรราศี เป็นผลงานของศิลปินชาวเยอรมันชื่อนาย Mr. Schwarzkopf&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5224619252952633570" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGTh4LokOI/AAAAAAAABYg/_iITYqVA1Kk/s400/Image2.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ส่วนที่สาม คือ ชั้นสวรรค์ เป็นชั้นที่อยู่ในตัวช้าง สามารถขึ้นไปได้โดยทางบันไดวนที่ขาหลังช้างด้านขวา หรือขึ้นลิฟต์ที่ ขาหลังข้างด้านซ้าย ชั้นนี้ที่เพดานด้านบนเต็มไปด้วยหมู่ดาวพระเคราะห์น้อยใหญ่ ดวงอาทิตย์แดงสดลูกโต กลุ่มดาวทางช้างเผือก และเหล่าอุกาบาตดาษดื่นทั่วฟ้าเพดาน ซึ่งเป็นภาพวาดเขียนสีฝุ่นของศิลปินคนเดียวกับที่วาดภาพกระจกสี และตรงกลางท้องจักรวาลนี้มีพระพุทธรูปปางลีลาเป็นพระประธาน ที่ถอดแบบจำลองมาจากวัดเบญจมบพิตรและบนยอดพระเกตุมาลามีพระบรมธาตุบรรจุอยู่ ถัดขึ้นไปด้านบนประดิษฐานพระพุทธสิงหิงค์จำลอง และพื้นที่รอบๆ ทั้ง 2 ด้าน มีพระพุทธรูปและเทวรูปต่างๆ ที่คุณเล็กสะสมไว้จัดแสดงให้ได้ชมกัน นอกจากนี้ ภายในพื้นที่ 11 ไร่ ยังจัดเป็นอุทยานพรรณไม้ มีหมู่อาคารสำหรับพักผ่อน และจัดงานแสดงประติมากรรมลอยตัวเรื่องรามเกียรติ์ รวม 134 ตอน ตั้งแต่ตอนกำเนิดนางสีดาจนกระทั่งกรุงลงกาแตก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หากใครมาเที่ยวที่ “พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ” แห่งนี้แล้ว จะได้รับความรู้ในเชิงช่างหลายอย่าง ได้ชมศิลปะเชิงช่างที่สวยงามวิจิตรและหาชมได้ยาก รวมทั้งได้ชมโบราณวัตถุที่มีค่า และได้พักผ่อนหย่อนใจในทัศนียภาพโดยรอบ ที่สำคัญจะได้มาเคารพสักการะองค์ “ช้างเอราวัณ” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองอีกด้วย ส่วนใครที่ยังติดใจกับผลงานอันยอดเยี่ยมของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ เลยจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณไปตามถนนสุขุมวิทสายเก่าทางสถานตากอากาศบางปู ก็จะพบกับแหล่งรวมงานศิลปะ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม และของดีสารพัดอย่างทั่วไทย ที่เมืองโบราณที่ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองปากน้ำที่ใครชอบงานศิลปะไทยไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ รถประจำทางสาย 25, 142, 365 และรถปรับอากาศสาย ปอ.102, ปอ.507, ปอ.511, ปอ.536 &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ค่าบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฯ พร้อมสักการะผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 50 บาท เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 น.-18.00น. โดยมีไกด์นำชมพร้อมอธิบายรายละเอียด โทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0-2371-3135-6&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000178152"&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-6332814342622935364?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/6332814342622935364/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/07/blog-post_7840.html#comment-form' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/6332814342622935364'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/6332814342622935364'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/07/blog-post_7840.html' title='ยล(ประติมากรรม)ช้างเอราวัณ ใหญ่ที่สุดในโลก'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGThu-4HAI/AAAAAAAABYY/h7ABEkQnIFQ/s72-c/Image.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-8432222686272998239</id><published>2008-07-19T13:46:00.002+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:34.335+07:00</updated><title type='text'>"สามคานเถา" ร้านเตาฟืน ตลาดบ้านใหม่ แปดริ้ว</title><content type='html'>โดย : แม่ช้อยนางรำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5224613857137264994" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGOnzNACWI/AAAAAAAABYA/0sc8E4-q3WI/s400/551000008317401.jpg" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;"สามคนเถา” ไล่มาจากหน้าไปหลัง เถาแรกคนโต เถาที่สองคนรอง และคนท้ายเป็นเถาน้องสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;ร้านนี้..มีแม่ครัว "ทำร่วมกันสามคน" แต่ละคนล้วนแต่เป็น..นางสาวทั้งนั้น อีชั้นก็เรียกว่า "ร้านสามคานเถา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาทิตย์นี้..จะชวนเจ้านายไป "แปดริ้ว" หิวหรือไม่หิวก็ต้องไปเพราะที่นี่มีตลาดอายุร้อยกว่าปี แต่ชื่อว่า "ตลาดบ้านใหม่" ยังชื่อแล้วคงจะแปลกใจ.. ตลาดเก่าแต่บ้านใหม่ อะไรกันจ๊ะ?? แต่ก็อย่าสงสัยที่ตลาดนี้มีอะไรสนุกสนุก และอร่อยถูกใจเจ้านาย บรรยากาศตลาดโบราณ และบรรดาอาหารที่ขายก็เป็นอาหารที่สมัยนี้หากินยาก ถ้าไม่เก๊าส์..เก่าจริงจริง ก็ไม่มีทางจะทำให้กินได้หรอก..จะบอกให้ เจ้านายจะต้องขับรถ เลยตัวจังหวัดไปทางอำเภอบางขนาก แต่ไม่ต้องไปถึงที่นั่น พอเลยตลาดสถานีรถไฟ "แปดริ้ว" ไปไม่กี่กิโลเมตร ก็จะถึงตลาดนี้แล้วถ้าไม่ถูกก็ถามเขาได้ แต่ต้องถามคนแปดริ้วนะ อย่าไปถามคนเมืองอื่น ใครเขาจะไปรู้? "ตลาดบ้านใหม่" จะอยู่ทางขวามือ เวลาเจ้านายขับรถจากตัวจังหวัดไปถึงก็ให้เลี้ยวซ้าย จะมีคนของตลาดเขาจะมาช่วยหาที่จอดรถให้ไม่ต้องจ่ายค่าจอกรถเหมือนในกรุงเทพ แล้วก็ให้เดินข้ามถนนก็จะเข้าตัวตลาดที่เป็นบ้านไม้ เก่า..เก่า ห้องแถวโบราณ บรรยากาศเหมือนสมัยเด็กๆ เจ้านายเคยเห็นตลาดของคนจีนที่เข้ามาสร้างตลาดในเมืองไทย เจ้านายเดินไปเรื่อย เรื่อย เหนื่อยก็ให้หยุด แวะกินอาหารร้านที่อีชั้น แนะนำนี้ก็ได้ แล้วจึงเดินต่อไป ไหมเจ้านาย ตลาดนี้มีความลึกความยาวเป็นร้อยๆเมตร เดินให้ดีนะเจ้าค่ะ เผลอไผลไปเหยียบ อ่างกะปิที่เขาแตกไม่เป็นไรแต่ระวังเดินตกลงไปในแม่น้ำบางปะกงแล้วจะยุ่ง!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร้านอาหารในตลาดนี้ มีหลายประเภท อย่างเช่นร้านติดแม่น้ำ หรือร้าน กลางตลาด ร้านกลางตลาดก็มีทั้งร้านในห้องแถวไม้ หรือร้านเปิดกว้างกลางทางเดิน อย่างร้านที่อีชั้นจะแนะนำให้เจ้านายไปลอง..เปิบ!!เพราะเห็นแม่ครัวแล้วศรัทธา มีด้วยกันถึง 3 คน แต่ละคนอายุถ้าจะรวมกันแล้วคงจะเกือบสองร้อยปีเห็นจะได้ แต่ที่สำคัญคือ เป็นสาว..สาวทั้งนั้น ไม่มีใครได้แต่งงาน อาศัยอยู่ร่วมกันที่ "คานทองนิเวศน์" เหตุนี้ละอีชั้นจึงขอแนะนำให้เจ้านาไปอุดหนุน..สาว..สาว..สาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร้าน "สามสาว" ตามที่ชาวบ้านเขาเรียก หรือว่าจะร้าน "สามคานเถา" อย่างอีชั้นตั้งให้ก็ได้ แต่ว่าไม่ว่าเจ้านายจะเรียกว่าอะไร ความน่าสนใจของร้านนี้ก็อยู่ที่ฟืนไฟที่ใช้ทำอาหาร เป็น "ฟืน"แบบโบราณ ถ่าน... แก๊สไม่ได้เงินของคุณยาย เพราะใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงหุงข้าวทำอาหารมาตั้งแต่บรรพบุรุษเมื่อร้อยปี ตกมาถึงสมัยนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5224613861080595842" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGOoB5KfYI/AAAAAAAABYI/lVi1IYvyEJg/s400/551000008317402.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;อาหารที่นี่นอกจากจะอร่อยด้วยฝีมือ ก็ยังหอมด้วยกลิ่นฝืน ซึ่งทำอาหารอร่อยกว่าถ่าน และถ่านก็ทำอาหารอร่อยกว่าแก๊ส และแก๊สยังทำอาหารอร่อยกว่าไฟฟ้า...ว่ากันไป สำหรับเมนูอาหาร ก็ไม่ยุ่งยากลำบากอะไร ให้เจ้านายนึกถึงกับข้าวแบบแต้จิ๋วโบราณ คุณยายทั้งสามทำได้โหมด เพราะเมนูไม่เคยเปลี่ยนแปลง หรือถ้าไม่รู้จะสั่งอะไร ก็ให้เจ้านายมองดูตู้กระจกใส่กับข้าวหน้าร้าน เห็นอะไรก็ชี้ไป คุณยายนางสาวทำได้ทั้งนั้น แถมราคาไม่แพง สั่งมาให้เก็บตังค์นึกว่าคิดผิดเสียทุกที แต่คุณยายยืนยันว่าคิดถูก อีชั้นละเป็นงง "ก็เพราะมันถูกกะตังค์" เรียกว่าราคาขนาดนี้อยู่กรุงเทพก็ต้องกินกันเป็นสิบคน แล้วถ้าเจ้านายมา "แปดริ้ว" อย่างที่ว่า หิวไม่หิว มาร้าน สามใบเถา รับรองว่าอร่อยกินเกลี้ยงชาม .&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.แล้วอย่าลืมไปไหว้ท่าน "หลวงพ่อโสธร" ขอพรอะไรก็ได้ แต่อย่าหวัง ไปไกล แค่ซื้อพวงมาลัยสิบบาท แต่จะขอเงินเป็นร้อยเป็นพันล้าน อย่างนั้นมันก็เกินไป... หลวงพ่อท่านไม่ให้ หร๊อก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000076760"&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-8432222686272998239?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/8432222686272998239/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/07/blog-post_19.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/8432222686272998239'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/8432222686272998239'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/07/blog-post_19.html' title='&quot;สามคานเถา&quot; ร้านเตาฟืน ตลาดบ้านใหม่ แปดริ้ว'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGOnzNACWI/AAAAAAAABYA/0sc8E4-q3WI/s72-c/551000008317401.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-7298378053424349735</id><published>2008-07-19T13:38:00.003+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:35.119+07:00</updated><title type='text'>"บ้านอิสระ" เมนู "อาหารหัวหิน"(โบราณ)</title><content type='html'>โดย : แม่ช้อยนางรำ&lt;br /&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เป็นร้านแรกของหัวหินเริ่ม "เมนูฟิวชั่น" เอาอาหารทะเลไทยผสมอาหารอิตาเลี่ยน เมนูใหม่เป็นอาหารหัวหินโบราณ เจ้านาย..จำร้าน "บ้านอิสระ"ที่หัวหินได้ อ๊ะปล่าว อีชั้นว่าเจ้านายคงจำได้ เพราะเมื่อ สิบกว่าปีก่อน ตอนที่เจ้านายไปเปิปครั้งแรก แล้วชมว่าอาหารที่นี่อร่อยแปลก ก็จะไม่ให้อร่อยแปลก...แปลกได้อย่างไร ก็เมื่อเจ้าของเป็นนักเรียนนอกอยูสวิส อิตาลี ทำอาหารทะเลแบบ "ฟิวชั่น" ผสมผสานกันระหว่างอาหารทะเลไทย และอาหารทะเลยุโรป เป็นเจ้าแรกของหัวหิน ใครไปก็อยากกิน "หอยแมลงภู่อบไวน์ขาว"... กุ้งทะเลกริลล์อบซอสใบโหระพา ฯลฯ เมื่อสอง..สามอาทิตย์ที่ผ่านมา อีชั้นไปหัวหิน แล้วก็ต้องแวะกินฝีมือของแม่ครัวตัวดี ที่ทำให้ถนน "แนบเคหะ"ถนนเลียบชายหาดด้านติดพระราชวัง ไกรกังวล เป็นถนนที่มีร้านอาหารเปิดตามมา แต่ร้าน "บ้านอิสระ" ยังคงแน่นสม่ำเสมอ เรียกว่าต้องใช้ โทรศัพท์ จองโต๊ะกันล่วงหน้าโดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า "อะ รูม วิท อะ วิว" (A ROOM WITH A VIEW) คือด้านติดทะเลมองเห็นอ่าวไทยสวยที่ซู้ด.. โดยเฉพาะยามเย็นเห็นทะเลสีคราม ตัดกับท้องฟ้ามีแดงยิ่งคืนไหนมีพระจันทร์ สวยงามราวเพลงอมตะ "มูนริเวอร์"ใครได้นั่งตรงบาโคนี ระเบียงบ้านอิสระริมทะเล มีสิทธิได้เพ้อแต่เจ้อ!! &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ไปคราวนี้ได้กินเมนูใหม่สุดของร้าน "บ้านอิสระ" เป็นเมนูเก่าแก่ที่สุดเป็นสูตรอาหารทะเลของคนหัวหิน ซึ่งหากินได้ยาก เพราะตามร้านใหญ่ ร้านเล็กไม่มีขาย ที่ไม่มีขายเพราะทำไม่เป็นไง แต่ที่นี่ทำได้ ทำเป็น แล้วยังทำได้อร่อย อยากให้เจ้านายได้กิน "ซีฟู้ด" แบบไทย..ไทย จะได้เปลี่ยนรสชาติที่กินแต่ซีฟู้ดแบบฝรั่ง แบบจีนที่กินกันมาทั้งปี แล้วก็เป็นซีฟู้ดที่มีเฉพาะหัวหินเท่านั้น ด้วยที่ว่า สูตรนี้คนหัวหินเท่านั้นที่ทำกินกัน แล้วทำกินกันในบ้านไม่เคยเอาออกมาทำขาย เพราะยุ่งและก็กำไรยาก แต่เจ้าของร้านบ้านอิสระ เธอใจถึงจึงทำเป็น เจ้าแรก..คนแรกอีกแล้วค่ะ เจ้านาย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เมนูแรกเป็น.. "ปลาทูปิ้งหน้าปลาดิบ" เป็นปลาทูสด..สดยกเอามาจากทะเลอ่าวไทย แล้วเอาไปปิ้งบนตะแกรงถ่าน กลิ่นปลาจะหอมฉุยแล้วมีน้ำปลาดิบที่หมักด้วยฝีมือชาวบ้าน ไม่ใช่น้ำปลาโรงงาน เอามายำพริกอ่อนผสมพริกสดเผา กระเทียม น้ำมะนาว ผสมน้ำตาล ปี๊บ แบบโบราณคลุกกับข้าวร้อนๆ หรือกินกับผักสดแนมมา อร่อยอย่าบอกใครทีเดียวเชียว &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5224612281344209410" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGNME6qMgI/AAAAAAAABXg/u3dXmfq1H2M/s400/551000008959201.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เมนูที่สอง "จับไม้" ฟังแล้วแปลกแต่ถ้ากินเป็นเมืองชลบ้านอีชั้นเขาเรียกว่า ทอดมันปลาอินทรี เสียบไม้ปิ้งถ่าน หรือ ภาษาบ้านเรียกว่า “แจงลอน” เนื้อปลาอินทรี เหนี่ยวนุ่มผสมพริกแกงกินกับอาจาดเปรี้ยว..เปรี้ยว หวาน..หวาน จานนี้กินเล่นเพลิน..เพลินเจริญอาหาร&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5224612287957334354" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGNMdjWeVI/AAAAAAAABXo/O2SAwDYZ0gM/s400/551000008959202.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เมนูที่สาม "ปิ้งงบ" มันเหมือนห่อหมกทะเล แต่ไม่ได้เอาไปนึ่งแต่เอาห่อด้วยใบตองเผา กลิ่นหอมใบตองเป็นธรรมชาติ มีใบโหระพาใส่แถมมีน้ำจิ้มให้กินกับข้าวละอร่อยสุดจะบอกให้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5224612285113011042" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGNMS9Ni2I/AAAAAAAABXw/qTtlr4Oikyw/s400/551000008959203.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เมนูสุดท้ายตำรับอาหารทะเลของคนหัวหินเรียกว่า "แกงส้มปลาเก๋าพริกขี้หนูสด" ฟังแล้วนึกว่าจะเป็นแกงส้ม สีส้มๆ หรือสีเหลืองๆ แต่ไม่ใช่เป็นต้มยำน้ำใสใส่พริกขี้หนูสีเขียวสีเขียว ใส่เนื้อปลาเก๋า แล้วโรยด้วยใบกระเพราเขียวรสเปรี้ยว..เผ็ด จัดจ้าน ซดคำเดียวตาสว่างไปทั้งคืน สัปดาห์นี้ขอรายงานอาหารไทยแบบโบราณ สูตรของคนบ้านหัวหินประจวบคีรีขันธ์ที่เจ้านายอยากจะกินกัน ก็ต้องไปร้าน "บ้านอิสระ"ถนนแนบติดทะเลด้านพระราชวังไกลกังวล ร้านของคนหัวหินแท้ๆ ฝีมือไร้เทียมทาน... &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5224612291124857458" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGNMpWjCnI/AAAAAAAABX4/BwQRnphpd7c/s400/551000008959204.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;"บ้านอิสระ" เลขที่ 7 ถนนแนบเคหาสน์ อ.หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ 77110 โทร. 0-32530-574, 0-3257-7514-7&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000082796"&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-7298378053424349735?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/7298378053424349735/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/07/blog-post.html#comment-form' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7298378053424349735'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7298378053424349735'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/07/blog-post.html' title='&quot;บ้านอิสระ&quot; เมนู &quot;อาหารหัวหิน&quot;(โบราณ)'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SIGNME6qMgI/AAAAAAAABXg/u3dXmfq1H2M/s72-c/551000008959201.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-4190368172705361401</id><published>2008-06-20T18:06:00.003+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:35.553+07:00</updated><title type='text'>น่าห่วงคุณผู้หญิงสวมส้นสูง</title><content type='html'>ผู้หญิง ความงาม และการแต่งตัว ต่างเกิดมาเพื่อกันและกัน การที่ผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาแต่งเนื้อแต่งตัว ก็เพื่อเพิ่มความเด่น ลบความด้อย เสริมบุคลิกภาพในการเข้าสังคมโดยเฉพาะรองเท้าส้นสูง ดูจะเป็นเครื่องแต่งกายชิ้นหนึ่งที่คุณผู้หญิงให้ความสำคัญ เมื่อสวมแล้วเดินสวย ๆ เข้ากับเสื้อผ้าที่ใส่ยิ่งส่งให้ดูสง่าผ่าเผยขึ้นทันตา แต่การสวมรองเท้าส้นสูงบ่อยๆ อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5213919468790004626" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFuQIeC4u5I/AAAAAAAABCc/gcQmpc_1-yM/s400/untitled.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;จากการพูดคุยกับรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ พงษ์ศักดิ์ ยุกตะนันท์ แผนกแผนกศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ และกายภาพบำบัด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เผยถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงที่สวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำ จะมีอาการ เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เกิดโรคข้อนิ้วหัวแม่เท้าเสื่อม แข็ง เก ผิดรูปหรือซ้อน รวมทั้งอาจเกิดรอยด้านบริเวณผิวหนังที่ถูกเสียดสี เป็นตาปลา เกิดก้อนแข็ง ๆ ปูดนูนขึ้น เจ็บบริเวณเล็บ หรือเล็บขบ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;อีกทั้งขณะที่สวมรองเท้าส้นสูง อวัยวะบางส่วนของร่างกายต้องรับบทหนัก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เริ่มที่ &lt;strong&gt;หลังส่วนกลาง&lt;/strong&gt; : จะต้องบิดโค้งเพิ่มมากขึ้น,&lt;strong&gt; เชิงกราน&lt;/strong&gt; : ถูกยกอย่างไม่สมดุล ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเชิงกรานอ่อนแอ, &lt;strong&gt;เข่า&lt;/strong&gt; : ต้องรับน้ำหนักมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวด โรคกระดูก หรือข้อต่ออักเสบตามมา, &lt;strong&gt;น่อง&lt;/strong&gt; : การเดินเขย่งจะทำให้กล้ามเนื้อน่องสั้นขึ้น, &lt;strong&gt;ข้อเท้า&lt;/strong&gt; : การขยับข้อเท้าในขณะสวมรองเท้าอยู่นั้น หากทำผิดจังหวะ อาจทำให้ข้อเท้าแพลง, &lt;strong&gt;เท้า&lt;/strong&gt; : ส่วนที่รับบทหนัก เพราะต้องรักษาดุลไปด้านหน้า ส่งผลต่อกระดูกที่ฝ่าเท้าอาจมีอาการปวดเมื่อย จนอักเสบ การใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่งจะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่การปวดหลัง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;อาการทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงทุกคนเสมอไป เพราะแต่ละคนมีรูปเท้า หรือลักษณะเท้าที่แตกต่างกัน เช่น รูปเท้าเรียว อวบนูน จะไม่ค่อยเกิดปัญหา แต่รูปเท้าแบนราบ มักเกิดอาการปวดเมื่อย ทั้งนี้เพราะฝ่าเท้าจะสัมผัสกับพื้นรองเท้ามากเป็นพิเศษ ประกอบกับพื้นรองเท้าส่วนใหญ่จะแคบ ทำให้เท้าถูกบีบรัดตัว ผู้มีรูปเท้าแบน จึงควรเลือกรองเท้าพื้นกว้าง ๆ จะปลายกว้างหรือปลายแหลมก็ได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5213919470574147314" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFuQIksQlvI/AAAAAAAABCk/uhqTiXg4NIs/s400/200709-23-001305-1.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;หากมีอาการปวดเมื่อยเท้า ควรแช่ด้วยน้ำอุ่นจัด ด้วยระดับน้ำที่สูงถึงครึ่งน่อง นาน 10-15 นาที&lt;/strong&gt; พร้อมทั้งออกกำลังเท้าและนิ้วเท้า โดยกระดกปลายเท้าขึ้น-ลง เหยียดงอนิ้วเท้า หันฝ่าเท้าสลับเข้า-ออก หรือใช้มือบีบนวดบริเวณอุ้งเท้า ซึ่งเป็นส่วนที่มีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำวนวนมาก จะช่วยบรรเทาอาการเมื่อยลงได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สำหรับผู้ที่มีอาการเท้าแพลง เบื้องต้นในระยะ 1-2 วันแรก ใช้น้ำแข็งประคบ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้ง พันด้วยผ้ายืด พักการใช้งานข้อเท้า หากอาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เมื่อใช้งานเท้าหนัก ก็ควรดูแลเท้าด้วยวิธีง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน อย่างการทำ ‘สปาเท้า’ เพราะแค่มีมะขามเปียก สบู่เหลวหรือสบู่ก้อน แปรงสีฟันเก่าที่เลิกใช้ สำลี โทนเนอร์ และโลชั่นน้ำนม ก็สามารถทำได้แล้ว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เริ่มจากการขัดด้วยมะขามเปียก ตามด้วยสบู่ ขัดไปเรื่อย ๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย นำแปรงสีฟันมาถูบริเวณรอยดำ รอยด้าน จากนั้นใช้สำลีชุบโทนเนอร์ ขัดบริเวณที่ด้าน เช่น ส้นเท้า สุดท้ายค่อยลงโลชั่นน้ำนมให้ทั่ว คุณก็จะได้เท้าที่สะอาด ผ่อนคลาย หากพอมีเวลาควรทำสปาเท้าอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เห็นทีคุณผู้หญิงคงจะต้องพิถีพิถันกับการดูแลเท้าให้มากขึ้น หากไม่สามารถเลิกสวมรองเท้าส้นสูงทั้ง ๆ ที่มีอาการปวดเมื่อย ก็ควรลดความสูงลงบ้าง รวมทั้งการฝึกเดิน-ยืน โดยการเขย่ง คล้ายๆ กับเวลาที่สวมรองเท้าส้นสูงเพื่อสร้างความคุ้นเคย และอย่าลืมดูแลเท้าตามคำแนะนำ เพื่อสุขภาพเท้าที่ดี และการเดินบนรองเท้าส้นสูงคู่สวยด้วยความมั่นใจ.&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://women.sanook.com/health/tips/tips_49247.php"&gt;women.sanook.com&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-4190368172705361401?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/4190368172705361401/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/06/blog-post_5850.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4190368172705361401'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4190368172705361401'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/06/blog-post_5850.html' title='น่าห่วงคุณผู้หญิงสวมส้นสูง'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFuQIeC4u5I/AAAAAAAABCc/gcQmpc_1-yM/s72-c/untitled.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-4438689245994322561</id><published>2008-06-20T02:00:00.003+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:36.017+07:00</updated><title type='text'>ก๋วยเตี๋ยวป้ายแดง</title><content type='html'>"&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;ก๋วยเตี๋ยวป้ายแดง&lt;/span&gt;" เพิ่งจะเปิดร้านวันที่ 10 สิงหาคม 2549 นี้เองครับ โดยเจ้าของร้านคือคุณนิศานาถ รังสิมา คนรุ่นใหม่ไฟแรง เรียนจบอยากมีกิจการเป็นของตนเอง อีกทั้งยังเป็นคนที่ชอบเสาะหาก๋วยเตี๋ยวทานเป็นทุนเดิม ก็เลยเปิดร้านเป็นของตัวเองซะเลย ส่วนชื่อป้ายแดงก็ได้แนวคิดว่า รถใหม่ส่วนใหญ่ติดป้ายแดง ร้านตัวเองเปิดใหม่ ก็เลยใช้ชื่อว่า "ก๋วยเตี๋ยวป้ายแดง" ก็น่าจะเข้าคอนเซปต์ดี&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5213672577373461762" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFqvlf2KXQI/AAAAAAAABAk/-BsIE46JToY/s400/noodle-new07.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.mthai.com/scoop/food/43/SSL21485s.jpg" target="_blank"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.mthai.com/scoop/food/43/SSL21501s.jpg" target="_blank"&gt;&lt;/a&gt;จุดเด่นของร้านก็ตรงที่ป้ายแดงนี่แหละครับ เป็นเอกลักษณ์เห็นเด่นชัด มองเห็นง่าย ส่วนในด้านรสชาติของก๋วยเตี๋ยวก็อร่อยใช้ได้ จากที่ลองชิมดู ของที่ใช้ทำดูสดดี ไม่ค้างคืน ลูกชิ้นก็อร่อย และที่จะแนะนำให้ลองทานกันก็คือ ข้าวหน้าเป็ด และช้าวหมูอบครับ อร่อยมาก นอกจากก๋วยเตี๋ยวแล้ว ทางร้านก็มีเมนูอื่นๆ อีก 5-6 อย่างครับ ในด้านความสะอาดก็โอเค เนื่องจากร้านเพิ่งเปิดใหม่ๆ โดยรวมก็น่าทานดีครับ ใครที่ผ่านแถวๆ ลาดพร้าว ก็ลองแวะทานกันได้ ร้านเปิด 8.30 - 18.30 ครับ ปิดทุกวันพุธ ส่วนในวันศุกร์และเสาร์ปิดเวลา 19.30 ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;เมนูแนะนำ&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5213672718852874354" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFqvtu5e4HI/AAAAAAAABAs/1roxPYMhojY/s400/noodle-new08.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ก๋วยเตี๋ยวหมูมะนาว (25-30 บาท)&lt;br /&gt;ก๋วยเตี๋ยวหมูมะนาวรสชาติใช้ได้ครับ ได้ความเปรี้ยวของมะนาวจริงๆ ก็เป็นเมนูที่แนะนำเมนูแรกครับ ลูกค้าสั่งเยอะ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.mthai.com/scoop/food/46/noodle-new03.jpg" target="_blank"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ก๋วยเตี๋ยวเป็ด (30-35 บาท)&lt;br /&gt;เป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ดที่รสชาติดีทีเดียว ปกติผมเป็นคนชอบทานก๋วยเตี๋ยวเป็ด ถึงรสชาติอาจจะเลอเลิศแต่ก็ไม่เลวครับ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.mthai.com/scoop/food/46/noodle-new04.jpg" target="_blank"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เย็นตาโฟ (25-30 บาท)&lt;br /&gt;เป็นเย็นตาโฟที่รสชาติเข้มข้น ใครชอบเย็นตาโฟ แนะนำเลยครับ สั่งได้เลย&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.mthai.com/scoop/food/46/noodle-new05.jpg" target="_blank"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ข้าวหมูอบ (30-35 บาท)&lt;br /&gt;เป็นเมนูที่ผมชอบที่สุด อร่อยมากๆ ครับ แต่เสียอย่างเดียวได้น้อยไปนิด สำหรับคนกินจุๆ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.mthai.com/scoop/food/46/noodle-new10.jpg" target="_blank"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ข้าวหน้าเป็ด (30-35 บาท)&lt;br /&gt;อันนี้ก็คล้ายๆ กับข้าวหมูอบ แต่เป็นเป็ดครับ รสชาติใกล้เคียงกันครับ&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.mthai.com/scoop/food/46/noodle-new02.jpg" target="_blank"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;น้ำลำใย น้ำเก๊กฮวย น้ำมะตูม (10 บาท)&lt;br /&gt;ก็ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มประจำร้านครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ที่ตั้งร้านและการเดินทาง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5213672902878529154" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFqv4ccnhoI/AAAAAAAABA0/yVVoquy7VtU/s400/noodle-new06.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ก๋วยเตี๋ยวป้ายแดง ตั้งอยู่ ปากทางลาดร้าว ใกล้ซอย 4 ติดกับป้ายรถเมล์ หาไม่ยากครับ ติดต่อสอบถามได้ที่ 0-9989-0098 ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 8.30 - 18.30 น. ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.mthai.com/scoop/food/page46.php?comment_cate_id=55"&gt;mthai&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-4438689245994322561?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/4438689245994322561/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/06/blog-post_20.html#comment-form' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4438689245994322561'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4438689245994322561'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/06/blog-post_20.html' title='ก๋วยเตี๋ยวป้ายแดง'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFqvlf2KXQI/AAAAAAAABAk/-BsIE46JToY/s72-c/noodle-new07.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-4136737131498883496</id><published>2008-06-20T01:40:00.004+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:36.835+07:00</updated><title type='text'>แสงอุษาที่วัดเซียงทอง...หลวงพระบาง</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFqpApCS5MI/AAAAAAAAA_M/HqRO0WM8dmA/s1600-h/19-06-08-15-49-55.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5213665347115345090" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFqpApCS5MI/AAAAAAAAA_M/HqRO0WM8dmA/s400/19-06-08-15-49-55.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หลวงพระบางเป็นเมืองในหุบเขา มองจากทางอากาศลงมาสวยเหมือนแม่ฮ่องสอนและเชียงราย จากเครื่องบินจะเห็นตัวเมืองเล็กๆ กระจุกหนึ่งตั้งอยู่อย่างสงบท่ามกลางแวดล้อมของหุบเขาซึ่งเป็นปราการธรรมชาติอย่างดี บนชัยภูมิอันงดงาม ในจุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำคานไหลมาบรรจบกัน และตรงหัวโค้งของปากน้ำคานที่มาสบกับน้ำโขงนั้นนั้นเป็นที่ตั้งของอารามหลวงสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นที่สุดของเมืองคือ วัดเซียงทอง หรือ วัดเชียงทอง&lt;br /&gt;&lt;div&gt;วัดงามศิลปะแบบหลวงพระบางขนานแท้ที่ใครได้แลเห็นก็จะต้องประทับใจ และจำติดตาตรึงอยู่ในความทรงจำไปตลอดกาล …&lt;br /&gt;หลวงพระบาง แต่ดั้งเดิมนั้นเป็นเมืองโบราณ เคยเป็นที่ตั้งของแว่นแคว้นต่างๆของชนเผ่าไท-ลาว ในเขตลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำคาน และแม่น้ำอู มาก่อน ในอดีตเป็นราชธานีที่รุ่งเรืองและเฟื่องฟูที่สุดของอาณาจักรล้านช้าง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;หลวงพระบาง ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่งดงาม และมีเสน่ห์ในศิลปะของสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ประเพณี ขนบธรรมเนียม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองที่เรียบง่ายงดงามไม่ฟุ้งเฟ้อ และยึดมั่นศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างมากจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้องค์การยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 และตั้งแต่นั้นมา ใครๆ ที่ยังไม่ค่อยรู้จักลาวก็เลยอยากไปเที่ยวหลวงพระบางสักครั้งหนึ่งในชีวิต คนที่จะเที่ยวหลวงพระบางได้สนุกกว่าใครก็คือพวกที่สนใจทางด้านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ไทย-ลาว แต่ถึงไม่รู้ก็ไม่เป็นไรหรอกนะคะเพราะสามารถไปพูดคุยไถ่ถามเรื่องราวเอาจากคนท้องถิ่นที่แสนจะน่ารัก ใจดีและเป็นมิตรพอ ๆ กับคนอีสานบ้านเฮานี่เอง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5213665350205529250" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFqpA0jDXKI/AAAAAAAAA_U/Cy3RUfkdrSI/s400/19-06-08-15-50-28.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แนะนำให้เลือกไปหลวงพระบางตอนอากาศเย็นระหว่างเดือน พ.ย.-ก.พ.จะดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ปลอดฝน อุณหภูมิตอนเช้าแค่ 10 กว่าองศา ถึงจะมีคนไปเที่ยวช่วงนั้นมากหน่อย แต่ก็เดินเที่ยวได้สบายไม่ร้อนจัดเหมือนเดือนเมษายน และก่อนจะไปขอให้เตรียมกำลังขาไว้ให้ดีสำหรับ เดิน เดิน เดิน และเดิน&lt;br /&gt;เพราะการเดินเท้าเที่ยวไปตามถนนสายต่างๆในเมืองหลวงเก่าแก่เล็กๆ แห่งนี้เหมาะที่สุด หลวงพระบาง เป็นเมืองเล็กๆ มีประชากรเบาบางแค่ไม่เกิน 4 แสนคนเท่านั้น เมื่อกางแผนที่ออกจะมีถนนสายหลักอยู่ไม่กี่สาย และที่เป็นถนนสายสำคัญคือถนนโพธิสารราชที่พาดผ่านสถานที่สำคัญที่สุดของเมืองคือ พิพิธภัณฑ์พระราชวังหลวง วัดใหม่สุวรรณพูมาราม วัดป่าฮวก ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงเขาที่มีบันไดทอดขึ้นไปยังวัดพระธาตุพูสีสูงกว่า 150 เมตรใจกลางเมือง และถนนสายเดียวกันนี้ก็ยังทอดผ่านวัดพระบาทใต้ วัดแสน ก่อนจะนำเราเลี้ยวโค้งตรงปากน้ำคานสบกับน้ำโขงไปพบกับวัดเซียงทอง อันสุดแสนจะงดงามอลังการ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5213665349202061186" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFqpAwzzp4I/AAAAAAAAA_c/BtZXVYvFLaA/s400/19-06-08-15-51-16.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างทางเดินเที่ยวชมวัดเหล่านี้ซึ่งยาวเหยียดหลายกิโลเมตรอยู่ ก็จะมีบ้านเรือนผู้คน ร้านรวงเล็กๆน้อยๆ เปิดขายอาหาร ของที่ระลึก รวมทั้งที่จัดทำขึ้นเป็นเกสต์เฮาส์เรียงรายไปตลอด โดยเฉพาะบนถนนเลียบแม่น้ำคาน ซึ่งคู่ขนานอยู่กับถนนโพธิสารราชสายหลักนั้น มีร้านอาหารริมน้ำน่านั่งอยู่เป็นระยะๆ ถ้าหากมีเวลาก็จะสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศริมน้ำอันร่มรื่นได้อย่างเพลิดเพลิน และถ้าหากนั่งลงเมื่อไหร่ ขอแนะนำให้สั่ง “ไคแผ่น” หรือสาหร่ายน้ำจืดทอดกรอบแบบหลวงพระบางมาแกล้มกับเบียร์ลาว รับรองอร่อยเด็ด … ตอนที่ไปเที่ยวนั้น Rose มาลี พักที่โรงแรมพูว่าวซึ่งถือเป็นโรงแรมในระดับหรูแห่งหนึ่งของหลวงพระบาง ตั้งอยู่บนเนินสูง มองลงไปเห็นทิวทัศน์เมืองหลวงพระบางเกือบทั้งเมือง มีสระว่ายน้ำด้วยนะ และอยู่ใกล้ๆกับตลาดเวียงใหม่ให้เดินเที่ยวอีกต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ความสุขตอนเช้าตรู่คือการออกไปเดินเล่นรับอากาศสะอาดสดชื่น ลงเนินทอดน่องไปเรื่อย จุดหมายปลายทางคือตลาดเช้าซึ่งจะจอแจด้วยผู้คนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง&lt;br /&gt;ได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของพืชผักที่เขียวสด อวบอิ่มน่าลิ้มชิมเป็นที่สุด มีไคแผ่นขายเป็นถุงๆสำหรับซื้อกลับบ้านเป็นของฝากด้วย&lt;br /&gt;พอแสงเงินแสงทองเริ่มทอประกาย พระสงฆ์และสามเณรนับสิบรูปก็เดินอุ้มบาตรเรียงแถวออกมาบิณฑบาตรในแสงอุษาอันมลังเมลืองอย่างสงบงาม และเรียกศรัทธาได้อย่างเปี่ยมล้น เป็นภาพที่เคยมีในวีถีชนบทไทยเมื่ออดีต แต่เดี๋ยวนี้หาดูได้ยากยิ่ง ไปถึงหลวงพระบางแล้วไม่ควรพลาดโอกาสร่วมใส่บาตรตอนเช้ากับชาวบ้านนะคะ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แวะซื้อของจากตลาดสดร่วมใส่บาตรกับคนแถวนั้นที่นั่งคุกเข่ารอคิวพระอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็เรียกรถสามล้อเครื่องให้ไปส่งที่ วัดเซียงทอง เพราะเช้านั้นเวลามีไม่มากพอที่จะเดินเล่นไปไกลถึงขนาดนั้น และที่สำคัญแสงอาทิตย์ยามอรุณก็ไม่รอท่าใครเสียด้วย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ใครอยากเห็นและเก็บภาพแสงสีทองเหลืองอร่ามสาดส่องพระอุโบสถที่แสนงามในตอนเช้าตรู่ของวันที่อากาศดีๆ ก็ต้องตื่นแต่เช้าๆ และมุ่งหน้าไปเที่ยววัดกันเลยทีเดียว ไม่อย่างนั้นพอแดดแรงขึ้นก็จะไม่ได้ภาพที่สวยงามและนุ่มนวลอย่างที่ควรจะเป็น แถมยังจะร้อน ทำให้ไม่อยากอยู่กลางแจ้ง&lt;br /&gt;...&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;วัดเซียงทอง ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง มีลานวัดกว้างขวาง ดูเงียบสงบในยามเช้าตรู่ พระอุโบสถแบบล้านช้างโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางหอพระและหอระฆังรายรอบ&lt;br /&gt;ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถเป็นแบบหลวงพระบางแท้ คือมีหลังคาแอ่นโค้งคล้ายท้องเรือสำเภาและทับซ้อนลดหลั่นถึงสามชั้น ลาดลงต่ำลงมากจนแลดูค่อนข้างเตี้ย แต่เมื่อดูองค์ประกอบโดยรวมแล้วกลับได้สัดส่วนสวยงามเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวอย่างยิ่ง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5213665360142468994" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFqpBZkNB4I/AAAAAAAAA_k/2as0yH0rpcE/s400/19-06-08-15-53-13.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ภายในพระอุโบสถมีเสาไม้สักขนาดมหึมา 8 ต้นปิดทองล่องชาดอย่างงดงามสำหรับรองรับน้ำหนักหลังคาที่สวยงามอลังการ ด้านในสุดมีพระประธานสีทองสุกปลั่งองค์ใหญ่เกือบเต็มพระอุโบสถ ผนังด้านหลังตกแต่งด้วยลายธรรมจักร ส่วนด้านนอกใช้กระจกสีประดับเป็นภาพต้นไม้แห่งชีวิตบนพื้นโบสถ์ที่ลงรักสีแดงเข้มเอาไว้&lt;br /&gt;รายรอบพระอุโบสถนั้นมีอาคารอีกหลายหลัง แต่ฉันหลงรักวิหารเล็กๆหลังหนึ่ง ซึ่งบางคนเรียกว่า วิหารแดง แต่บางคนก็เรียก หอไหว้สีกุหลาบ เพราะวิหารแห่งนี้มีรูปทรงสวยงามแปลกตาและตกแต่งอย่างวิจิตร โดยผนังภายนอกทั้งหมดปูพื้นสีปูนแดงอมชมพู ซึ่งอาจจะเรียกว่าสีกุหลาบก็ได้ แล้วก็ประดับกระจกสีเป็นภาพเรื่องราวต่างๆ แสดงวิถีชีวิตชาวบ้านตลอดผนังทั้ง 4 ด้าน แม้แต่คันทวยก็ฉลุเฉลาและปิดทองอย่างประณีตงดงาม นับเป็นงานฝีมือช่างชั้นเอกของหลวงพระบางทีน่าชื่นชมอย่างที่สุด กระจกที่ใช้ประดับเป็นกระจกสีน้ำเงินเป็นส่วนใหญ่แซมด้วยสีเหลือง เขียว ขาว ม่วง ดำ แดง ที่ใช้ประดับวิหารสีกุหลาบนี้ให้ภาพลอยตัวที่สวยงามสะดุดตา จัดวางองค์ประกอบได้อย่างสมบูรณ์แบบและดึงดูดใจ ไม่ว่าจะเป็นภาพคน ชาย หญิง ช้าง ม้า วัว ควาย ดอกไม้ ต้นไม้ บ้านเรือน แม่น้ำ ภูเขา ที่สร้างเรื่องราวของขนบธรรมเนียมประเพณีในชีวิตพื้นบ้านจริงของคนหลวงพระบาง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;และเมื่อวิหารหลังน้อยต้องแสงอุษายามแรกอรุณ ยิ่งงามจับตามลังเมลือง ทอประกายสะท้อนพลังศรัทธาในพุทธศาสนาออกมาอย่างวาววาม&lt;br /&gt;ใครเห็นภาพอย่างนี้ก็คงรู้สึกหลงรักหอไหว้สีกุหลาบนี้จับใจ และแม้จะดึงเวลาอ้อยอิ่งดูรายละเอียดอยู่เป็นนานก็รู้สึกว่ายังไม่จุใจเลย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;มนต์เสน่ห์ของแสงอุษาในหลวงพระบางนี้ช่างจับตาจับใจ …&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5213665357998299570" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFqpBRk_mbI/AAAAAAAAA_s/6k0fkVUZoGM/s400/19-06-08-15-54-15.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=36812&amp;amp;catid=30"&gt;มติชน&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-4136737131498883496?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/4136737131498883496/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/06/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4136737131498883496'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4136737131498883496'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/06/blog-post.html' title='แสงอุษาที่วัดเซียงทอง...หลวงพระบาง'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SFqpApCS5MI/AAAAAAAAA_M/HqRO0WM8dmA/s72-c/19-06-08-15-49-55.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-2823221578419637996</id><published>2008-05-03T22:45:00.003+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:37.387+07:00</updated><title type='text'>มือใหม่หัดขี่พึงละเว้น</title><content type='html'>การที่ได้มีจักรยานเสือภูเขาเป็นของตนเองสักคันย่อมสร้างความภาคภูมิใจไม่น้อย และจะภาคภูมิใจมากยิ่งขึ้นหากได้ลงไปล่าถ้วยรางวัลในสนามแข่งแล้วประสบความสำเร็จได้ดังตั้งใจ แต่ก่อนที่ทุกคนจะเดินทางมาถึงจุด ๆ นั้นย่อมต้องใช้เวลาในการเรียนรู้มากพอสมควร เวลาและประสบการณ์เท่านั้นที่จะเป็นครูที่ดีที่สุด สำหรับเสือมือใหม่ ๆ ทั้งหลายก็คงไม่ต่างกันกับผู้เขียนที่เริ่มขี่เสือใหม่ ๆ เช่นกัน ฉะนั้นข้อผิดพลาดทั้งหลายที่ได้ประสบมาจึงนำมาประมวลไว้เพื่อเป็นข้อเตือนใจสำหรับมือใหม่ ๆ กว่าจะข้ามไปเป็นนักขี่ระดับแนวหน้าในอนาคตต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5196180689288139410" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SByKzm3DkpI/AAAAAAAAA8s/IEsKOLbKN10/s400/IMGP3904_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;&lt;strong&gt;1. การปรับอานต่ำเกินไป&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; นักปั่นเสือภูเขาทั้งหลายที่มีพื้นฐานมาจาก BMX ซึ่งอาจติดสไตล์การขี่แบบตั้งอานต่ำเกินไป สำหรับเสือภูเขาแล้วไม่เหมาะสมครับ เพราะตัวเราจะเป็นทั้งผู้ขับขี่และเครื่องจักร การตั้งอานต่ำเช่นนั้นจะทำให้พลังขาในการปั่นหมดหายไปมากกว่าครึ้งหนึ่ง และยากต่อการควบคุมการขี่ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ที่ถูกต้อง ปรับอานให้อยู่ในระดับที่ขาเหยียดงอได้เล็กน้อยขณะที่เหยียบลูกบันไดได้ในจังหวะต่ำสุด &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;strong&gt;2. มือจับเบรค&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; การจับเบรคนั้นจับเพียงแค่ 2 นิ้วก็พอ ไม่ใช่กำทั้งมือ บางคนตกใจเมื่อพบกับอุปสรรคกลัวจะหยุดรถไม่ทัน ก็เลยบีบก้านเบรคเต็ม ๆ ด้วยนิ้วทั้งสี่ นอกจากล้อจะหยุดอย่างกระทันหันแล้วยังทำให้รถเสียการควบคุมอีกด้วย เพราะนิ้วทั้งสี่ไปอยู่กับก้านเบรคเหลือนิ้งโป้งเกาะแฮนด์ไว้เพียงนิ้วเดียวที่ถูกต้องจับก้านเบรคไว้ด้วยนิ้วชี้นิ้วกลางก็พอ นิ้วที่เหลือก็กุมแฮนด์ไว้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;strong&gt;3. ยุทธวิธีการลื่นไถล&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; หากคิดว่าการใช้เบรคหน้านั้นไม่ปลอดภัย จงอย่าไปปักใจเชื่อทันที เพราะการใช้เบรคนั้นต้องใช้ทั้งเบรคหน้าและหลังพร้อม ๆ กัน การใช้เบรคหลังอย่างเดียวเพื่อลดความเร็วนั้น รังแต่จะก่อให้เกิดอาการลื่นไถลซึ่งทำให้รถเสียการทรงตัวได้ บนถนนดินลูกรังต้องพึงเบรคหน้าด้วยครับ เพราะขณะที่เบรคโดยเฉพาะตอนลงเนินน้ำหนักรถทั้งหมดจะถ่ายลงมาที่ล้อหน้า ถ้าเราเบรคด้วยล้อหน้าตอนนั้นล้อหน้าจะเกาะพื้นและหยุดรถได้ดีกว่าที่ถูกต้องควรใช้เบรคทั้งคู่ไปพร้อม ๆ กันก่อน ที่สำคัญอย่าตกใจและเบรคอย่างรุนแรงจนล้อล๊อคตาย เวลาเบรคคอยฟังเสียงล้อด้วยว่ายังหมุนอยู่อีกหรือเปล่า ถ้าเริ่มมีอาการลื่นไถลก็ให้คลายเบรคตราบใดที่ล้อยังหมุนเรายังควบคุมรถได้ ถ้าลื่นไถลเมื่อไหร่ก็ไร้ทิศทางเมื่อนั้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5196180693583106722" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SByKz23DkqI/AAAAAAAAA80/72VJzsFAbsE/s400/Rt025.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;strong&gt;4. หัดจูงรถบ้างก็ดีเหมือนกัน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; การไปถึงเป้าหมายโดยสวัสดิภาพคือจุดประสงค์ของเราทุกคน การลงเดินจูงรถในบางครั้งก็ไม่ถือเป็นเรื่องน่าอับอาย และไม่เสียหายอะไร บางเส้นทาง บางตอนเราพบว่ามันเกินกว่าที่เราจะขี่ผ่านไปได้ ตรงกันข้ามการฝ่าฝืนและไม่ประเมินตนอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลาข้อควรปฏิบัติ ถ้าไม่แน่ใจในอุปสรรคข้างหน้า ให้ตัดสินใจลงเดินจูงเสียเลย จนกระทั่งเมื่อได้สั่งสมประสบการณ์มากขึ้น คุณก็จะได้ขี่ไกลขึ้น เร็วขึ้น และลงเดินน้อยลง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;&lt;strong&gt;5. ลงเขาแล้วตีลังกา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; หัวทิ่มการลงเขาโดยไม่ประเมินตัวเอง คิดว่าเป็นเรื่องหมู ๆ นั้น เราจะพบข้อผิดพลาดบ่อย ๆ เราจะหกคะเมนตีลังการก็ตอนลงเนินบ่อยที่สุด เพราะตัดสินใจผิด สาเหตุก็คือการถ่ายน้ำหนักตัวผิด ถ้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้าในลักษณะยืนคร่อมบนท่อบน สองขายันพื้นมือบีบเบรคแน่นในขณะที่รถลื่นไถลลง ขาเราก็จะกระแทกกับแฮนด์ ท่อบนของตัวถังก็กระแทกกับบั้นท้ายเรา จนถึงจังหวะที่ควบคุมสถานการณ์ไว้ไม่ได้ แรงเหวี่ยงก็จะโยนเราไปนอนคลุกฝุ่น สวัสดีเสือภูเขาข้า ฯ ขอลาก่อน การลงเขาที่ถูกต้อง ขณะที่รถพุ่งลงเนินมาอย่างรวดเร็ว เมื่อรู้สึกว่าจะเอารถไว้ไม่อยู่ ไม่สามารถควบคุมรถได้ ให้สะบัดเท้าข้างหนึ่งข้างใดออกจากการล๊อคติดกับลูกบันไดได้ทันที แล้วถอยตัวมาด้านท้ายของอาน ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นค่อยสะบัดเท้าอีกข้างออกพร้อม ๆ กับดีดตัวออกจากรถได้อย่างปลอดภัย อย่าให้เท้าทั้งสองหลุดออกจากลูกบันไดทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน เพราะเราจะบังคับรถด้วยมืออย่างเดียวไม่ได้เลย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;&lt;strong&gt;6. การแต่งตัวเวอร์ไป&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ถ้าใครคิดว่าการแต่งตัวด้วยกางเกงขายาว เสื้อวอร์มปั่นจักรยานออกจากบ้านแล้วเท่ ก็คงจะได้รับการต้อนรับจากความอึดอัดและความร้อนเป็นอย่างดีเลิศ เพราะพอปั่นไปสักพักเมื่อเครื่องร้อนเหงื่อก็จะออกชุ่มตัว เสื้อผ้าหนา ๆ รุ่มร่ามก็จะเป็นอุปสรรคในการขี่และระบายความร้อนอย่างยิ่งควรจะแต่งตัวให้พอดีแต่งตัวให้รัดกุม รัดรูป เพื่อลดการต้านลมให้มากที่สุด เสื้อผ้าก็ควรทำจากวัสดุที่ระบายความร้อนและเหงื่อได้ดี ถ้าเป็นการแข่งขันหรือขี่ทางไกลควรสวมใส่กางเกงจักรยานโดยเฉพาะที่มีหนังชามัวร์หรือวัสดุสังเคราะห์นิ่ม ๆ บุอยู่บริเวณก้นทำให้ลดการเสียดสี และเพิ่มความสบายในการปั่นอย่างมาก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;7. อย่าอดทนเหมือนอูฐ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; นักกีฬาที่เตรียมตัวมาอย่างดีอาจสามารถปั่นได้เป็นชั่วโมง โดยไม่ดื่มน้ำเลย ก่อนที่จะเจอกับอาการเดี้ยงเพราะขาดน้ำ ส่วนนักปั่นมือใหม่มักไม่ค่อยคุ้นกับการดื่มน้ำบ่อย ๆ ถึงแม้จะพกน้ำไปด้วยก็ตามเพราะมัวแต่เอาใจจดจ่อกับการปั่นจนลืมดื่มน้ำควรปฏิบัติให้ถูกต้องเราควรดื่มน้ำทุก ๆ 15 นาที ไม่ว่าอากาศจะร้อนหรือเย็นก็ตาม และควรทานอาหารเสริมเช่น กล้วย องุ่น หรือคุกกี้ ทุก ๆ ครึ่งชัวโมง ถึงแม้ว่าจะยังไม่เกิดอาการหิวก็ตาม เพราะเราต้องการเสริมพลังงานที่สูญเสียไปแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อที่จะเกิดขึ้นภายหลังได้ ไม่ควรแสดงความอดทนให้เพื่อนเห็นด้วยการไม่ดื่มน้ำนาน ๆ เพราะมันจะฆ่าเราทางอ้อม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;strong&gt;8. ท่าทางการขี่แข็งทื่อเกินไป&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ท่าทางการปั่นและการถ่ายน้ำหนักตัวที่ถูกต้องทำให้รถเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น หลายคนมักจะเอนตัวไปข้างหน้ามากเกินไปเวลาขึ้นเนินสูงโดยเฉพาะตอนเกือบถึงยอดเขา จะทำให้ล้อหลังสัมผัสพื้นน้อย จะเกิดอาการตะกุย ดินน้อย หรือล้อฟรี ทำให้การขึ้นเขาสะดุดได้ควรใช้วิธีที่ถูกต้อง ต้องถ่ายน้ำหนักตัวมาข้างหลังเล็กน้อยพอที่จะให้ล้อตะกุยดินได้มากขึ้น และรักษาตำแหน่งนั้นไว้อย่าให้ล้อหมุนฟรี ขณะเดียวกันก็ก้มตัวลงเป็นการถ่ายน้ำหนักตัวไปที่ล้อหน้าด้วย เพื่อควบคุมไม่ให้ล้อหน้าลื่นไถล หรือยกล้อ สำหรับเนินเขาสูงมาก ๆ อาจต้องลุกขึ้นปั่นเพื่อรักษาการทรงตัวเอาไว้ให้ตลอด&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5196180697878074034" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SByK0G3DkrI/AAAAAAAAA88/kM0mcYIV_zo/s400/Singburi904.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;strong&gt;9. ไม่แน่จริงอย่าซ่าส์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เสือภูเขามือเก๋าถึงแม้ไม่ค่อยฟิตก็จะขี่ด้วยความเร็วสูงจนเป็นนิสัย สำหรับมือใหม่ก็ควรทราบไว้ด้วยว่าร่างกายเรานั้นมีอ๊อกซิเจนประมาณ 10 นาที และคาร์โบไฮเดรตประมาณ 45 นาที ที่เก็บสะสมไว้ในเลือดและอวัยวะที่สำคัญที่จะเรียกมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นร่างกายต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อที่จะสร้างพลังงานมาใช้ต่อไป ถ้าเราใช้หมดไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่แรกระยะทางที่เหลือก็จะเป็นงานทรมาณบันเทิงตลอดทางที่ถูกต้อง เริ่มปั่นอย่างช้า ๆ ก่อนจนรู้สึกว่าร่างกายปรับตัวและวอร์มได้ที่แล้วค่อยเพิ่มความเร็ว อย่าไปเอาอย่างมือเก๋าที่มีหัวใจแข็งแรงกว่าเรา &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;strong&gt;10. กลัวล้มก็จะล้ม&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; โดยธรรมชาติถ้าเราเห็นอย่างไรก็จะคิดอย่างนั้น สำหรับมือใหม่อาจจะมีข้อเสียตรงที่การติดกับภาพที่เห็น เช่นถ้าเห็นร่องน้ำใหญ่ หรือก้อนหินก้อนโตขวางหน้า เขาก็มักจะถูกตรึงให้ติดกับอุปสรรคเหล่านั้น ทำให้ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ สาเหตุก็เพราะภาพที่เห็นทางตาถูกส่งไปยังสมอง ซึ่งจะส่งต่อไปยังร่างกายให้ปฏิบัติตามโดยไม่รู้สึกตัวควรคิดให้ถูกต้องต้องบังคับสายตาตัวเองให้หลุดพ้นจากอุปสรรคเหล่านั้น โดยมองหาเส้นทางเลือกอย่างอื่นที่ปลอดภัยกว่า หลีกเลี่ยงด้านที่เป็นทางลาดชัน อาจจะต้องใช้ทางอ้อมถ้าจำเป็น หมือมองหาช่องว่างระหว่างหินใหญ่นั้นเป็นทางเลือก เมื่อได้ทางเลือกที่ดีกว่าก็ตัดสินใจไปตามนั้นก็จะหลุดพ้นไปได้ตามปรารถนา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;บัญญัติ 10 ประการสำหรับนักจักรยานมือใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม และขอให้หมั่นฝึกตนเองให้ผ่านอุปสรรคทั้ง 10 ประการนี้ แล้วท่านจะเป็นนักขี่เสือที่เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;บทเรียน และความรู้จาก ป๋ายรรยง เจริญพงค์ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.lungmae.com/newrazing.htm"&gt;ลุงแมโดดคร่อม&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-2823221578419637996?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/2823221578419637996/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/05/blog-post_3943.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/2823221578419637996'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/2823221578419637996'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/05/blog-post_3943.html' title='มือใหม่หัดขี่พึงละเว้น'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SByKzm3DkpI/AAAAAAAAA8s/IEsKOLbKN10/s72-c/IMGP3904_resize.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-683655876960313179</id><published>2008-05-03T12:40:00.004+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:38.032+07:00</updated><title type='text'>เขาค้อ</title><content type='html'>ประวัติความเป็นมา ความขัดแย้งทางอุดมการทำให้เกิดสงครามก่อการร้ายขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 โดยเฉพาะในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัดคือเพชรบูรณ ์พิษณุโลก เลย ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้ยึดเอาพื้นที่ที่มีสภาพเป็นป่าเขา ยากที่ฝ่ายรัฐบาลจะปราบปรามได้ โดยใช้เขาค้อเป็นศูนย์กลางกองทัพบกได้มอบหมายให้กองทัพภาคที่ 3 รับผิดชอบในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โดยจัดตั้งกองบัญชาการผสม 394 ขึ้นที่สนามบิน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อวัยที่ 25 ธันวาคม 2511 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ 33 (พตท..33) ได้ดำเนินการต่อสู้อย่างต่อเนื่องโดยผ่านยุทธการที่สำคัญรวม 12 ครั้ง เช่น ยุทธการภูขี้เถ้า ยุทธการรามสูร ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 1-3 ยุทธการผาเมืองเกรียงไกร ฯลฯ เป็นต้น เมื่อ ประมาณปี พ.ศ. 2514 - 2515 ได้เริ่มสร้างถนนแยกจากถนนพิษณุโลก - หล่มสัก ตรงบริเวณกิโลเมตรที่ 100 บ้านแคมป์สนไปยังบ้านเล่าลือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5196023884327129666" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SBv8MW3DkkI/AAAAAAAAA8E/O8rmelaCdpo/s400/03.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ในปีพ.ศ.2517 ได้มีแนวความคิดที่จะลดความกดดันการขัดขวางงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยการสร้างถนนอีกสายหนึ่งจากบ้านนางั่วถึงบ้านสะเดาะพง เพื่อเชื่อมกับถนนสายแรกที่บ้านสะเดาะพง ซึ่งได้รับการขัดขวางต่อต้านอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งสองฝ่าย ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จฯเยี่ยมกองรบพิเศษค่ายสฤษด์เสนา จังหวัดพิษณุโลกทรงมีพระราชดำริที่จะให้พื้นที่สองข้างทาง เป็นประโยชน์กับราษฎรทั่วๆ ไปมิใช่เฉพาะทหารกองทัพภาคที่3 จึงได้จัดตั้งหมู่บ้านยุทธศาสตร์พัฒนาขึ้น โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งเป็นทุนในการ ดำเนินงานครั้งแรก โดยตั้งเป็น "กองอำนวยการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก" โดยมีงานหลักในการสร้างเส้นทาง ทุ่งสมอ - เขาค้อ ลาดยางตลอดสายฝึกอบรมและติดอาวุธราษฎรอาสาสมัครจัดที่ดินทำกินให้ราษฎรจัดหาแหล่งน้ำ เพื่อการเกษตร และเรียกโครงการนี้ว่า "โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก"และเริ่มด-เนินการ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2520 กระทรวงมหาดไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าว จึงได้ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2527 จัดตั้งกิ่งอำเภอเขาค้อ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2527 เป็นต้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำเภอเขาค้อ รวมเอาพื้นที่ตำบลแคมป์สนจำนวน12หมู่บ้านตำบลทุ่งสมอจำนวน 8 หมู่บ้าน ทั้งสองตำบลอยู่ในเขต การปกครองของอำเภอหล่มสักและพื้นที่ตำบลนางั่วจำนวน 3 หมู่บ้าน ในเขตการปกครองของอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดเป็นพื้นที่ตามโครงการพระราชดำริในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็กเดิม จัดตั้งขึ้นเป็นกิ่งอำเภอเขาค้อ ขึ้นการปกครองกับอำเภอหล่มสักจังหวัดเพชรบูรณ ์สำหรับเหตุผลในการตั้งชื่ออำเภอเขาค้อมีอยู่ว่า เนื่องจาก เป็นสถานที่ตั้งอำเภอ ตั้งอยู่ในบริเวณเขาค้อ สภาพพื้นที่ทางธรรมชาติเป็นภูเขาและมีต้นค้อมาก และเหตุผล อีกประการหนึ่งคือชื่อ "เขาค้อ" เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วประเทศ ในฐานะเป็นพื้นที่ซึ่งพลเรือน ตำรวจทหารได้พลีชีพเพื่อชาติในการกวาดล้างผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ อันเป็นวีรกรรมที่ทราบ โดยทั่วกัน ภูมิศาสตร์ที่ว่าการอำเภอเขาค้อตั้งอยู่ในบริเวณบ้านกนกงาม (บ้านเขาค้อ) ติดถนนสาย แคมป์สน - สะเดาะพง ตรงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 21 มีพื้นที่ประมาณ 1,333 ตารางกิโลเมตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุทยานแห่งชาติเขาค้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาค้อ เป็นชื่อเรียกรวมทิวเขาน้อยใหญ่ของเทือกเขาเพชรบูรณ์ ในเขตอำเภอเขาค้อ เหตุที่เรียกกันว่า เขาค้อ เป็นเพราะป่าบริเวณนี้มีต้นค้อขึ้นอยู่มาก เนื่องจากภูมิอากาศบนเขาค้อเย็นตลอดปี ค่อนข้างเย็นจัดในฤดูหนาวและมีทัศนียภาพสวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของเพชรบูรณ์&lt;br /&gt;เขาค้อประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อนมากมาย ยอดเขาค้อ มีความสูงประมาณ 1,174 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เขาย่าสูง 1,290 เมตรและเขาใหญ่ สูง 865 เมตร นอกจากนั้นยังมีเขาตะเคียนโง๊ะ เขาหินตั้งบาตร เขาห้วยทราย และเขาอุ้มแพ ลักษณะป่าไม้ในแถบนี้เป็นป่าเต็งรังหรือป่าไม้สลัดใบ ป่าสน และป่าดิบ ที่น่าสนใจก็คือ พันธุ์ไม้ตระกูลปาล์ม ลักษณะคล้ายต้นตาล แต่ออกผลเป็นทะลายคล้ายหมาก แม้ปัจจุบันป่าจะถูกถางไปมากก็ตาม แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง&lt;br /&gt;สถานที่ท่องเที่ยงบนเขาค้อ นอกจากสถานที่ที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์แล้ว เขาค้อยังมีความสวยงามให้ชื่นชมได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการขึ้นไปชมทะเลหมอกในฤดูหนาว ซึ่งมีที่พักหลายแห่งสามารถเห็นทะเลหมอกที่สวยงามได้ในตอนเช้า ส่วนในฤดูร้อนก็ยังมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชม เนื่องจากมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำ ทำให้มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5196023884327129682" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SBv8MW3DklI/AAAAAAAAA8M/WhxaQFzV5YQ/s400/08.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สถานที่น่าสนใจบนเขาค้อ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;อนุสาวรีย์จีนฮ่อ&lt;/span&gt; เป็นอนุสาวรีย์ทหารอาสาจากหน่วยรบกองพลที่ 93 ซึ่งมาช่วยรบในพื้นที่เขาค้อ และเสียชีวิตในการสู้รบ ตั้งอยู่เลยกิโลเมตรที่ 23 ของทางหลวงหมายเลข 2196 ไปเล็กน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;ฐานอิทธิ (พิพิธภัณฑ์อาวุธ)&lt;/span&gt; อยู่เลยกิโลเมตรที่ 28 ทางหลวงหมายเลข 2196 (ไปเล็กน้อย แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2323 ไปประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นจุดหนึ่งที่เห็นทิวทัศน์สวยงามและเคยเป็นฐานสำคัญทางยุทธศาสตร์ในอดีต ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์อาวุธ จัดแสดงปืนใหญ่ ซากรถถัง และอาวุธที่ใช้สู้รบกันบนเขาค้อ มีห้องบรรยายสรุปแก่ผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวัน ค่าเข้าชมคนละ 10 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ&lt;/span&gt; อยู่บนยอดเขาสูงสุดของเขาค้อ อยู่เลยฐานอิทธิ ไปอีก ๑ กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของพลเรือน ทหาร ตำรวจ ทหาร ผู้พลีชีพในการสู้รบเพื่อปกป้องพื้นที่ในเขตรอยต่อ ๓ จังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๒๕ โดยสร้างด้วยหินอ่อนเป็นรูปสามเหลี่ยมสูง 24 เมตร หมายถึง การปฏิบัติการร่วมกันระหว่างพลเรือน ตำรวจ ทหารในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ผนังภายในบันทึกประวัติอนุสรณ์สถานและรายชื่อวีรชนผู้เสียสละไว้ด้วย การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๒๑๙๖ ไปจนถึงกิโลเมตรที่ ๒๘ ไปเล็กน้อย มีทางแยกขวาไปเส้นทางหมายเลข ๒๓๒๓ ประมาณ ๓ กิโลเมตร รวมระยะทางประมาณ ๓๑ กิโลเมตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก&lt;/span&gt; ตั้งอยู่บนยอดเขาค้อ ติดกับสำนักสงฆ์วิชมัยปุญญาราม ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา เจดีย์แห่งนี้ชาวเพชรบูรณ์สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ครบ ๕๐ ปี ในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันมาฆบูชาจะมีประชาชนเดินทางมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทำพิธีเวียนเทียนเป็นประจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;หอสมุดนานาชาติเขาค้อ&lt;/span&gt; ตั้งอยู่ที่เดียวกับเจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ เป็นหอสมุดขนาดใหญ่ออกแบบเป็นรูปเพชรคว่ำ สร้างด้วยกระจกสะท้อนแสง ภายในเก็บรักษาหนังสือทั้งภาษาไทยและ ภาษาต่างประเทศ ในเดือนธันวาคมของทุกปีจะมีการจัดงาน “วันนัดพบเอกอัครราชทูต ณ เขาค้อ”โดยเชิญเอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆ มาร่วมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมของจังหวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุเขาค้อ&lt;/span&gt; ตั้งอยู่บนยอดเขาติดกับหอสมุดนานาชาติเขาค้อ บ้านกองเนียม หมู่ที่ ๔ ตำบลเขาค้อ ที่ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา เจดีย์แห่งนี้ชาวเพชรบูรณ์สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงครองราชย์ ๕๐ ปี และเป็นที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชน ในวันสำคัญทางศาสนาจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมกันประกอบพิธีทางศาสนา เช่น พิธีเวียนเทียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;พระตำหนักเขาค้อ&lt;/span&gt; ตั้งอยู่บนเขาย่า พระตำหนักนี้สร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรงานโครงการในพระราชดำริและทรงตรวจเยี่ยมราษฎรอำเภอเขาค้อและอำเภอใกล้เคียง เป็นอาคารคอนกรีตครึ่งวงกลมมีทั้งหมด ๑๕ ห้อง รูปทรงแปลกตาไปจากพระตำหนักอื่น สามารถขออนุญาตเจ้าหน้าที่เข้าชมบริเวณโดยรอบพระตำหนักได้ การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๒๑๙๖ พอถึงประมาณกิโลเมตรที่ ๒๙ ให้ไปอีกประมาณ ๔ กิโลเมตร มีทางแยกด้านซ้ายไปพระตำหนัก ทางขึ้นเขาค้อค่อนข้างสูงชัน รถยนต์ควรมีสภาพดี และกำลังเครื่องยนต์สูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5196023884327129698" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SBv8MW3DkmI/AAAAAAAAA8U/O2-PIVTDEDU/s400/1162005779.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;การเดินทาง&lt;/span&gt; จากเพชรบูรณ์ไปเขาค้อใช้ทางหลวงหมายเลข 21 (เพชรบูรณ์-หล่มสัก) ถึงสามแยกนางั่ว ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 2258 อีก 30 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งคือ ไปตามทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 100 (บ้านแคมป์สน) เลี้ยวซ้ายเข้าเขาค้อตามทางหลวงหมายเลข 2196 อีกประมาณ 33 กิโลเมตร พาหนะที่จะขึ้นเขาค้อ ไม่ควรใช้รถบัสขนาดใหญ่ เพราะมีทางโค้งมาก ถนนค่อนข้างแคบและลาดชัน ควรใช้รถปิคอัพหรือรถตู้สภาพดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยรถประจำทางสามารถเช่ารถสองแถวได้ที่ปากทางขึ้นเขาค้อ บริเวณแคมป์สน กิโลเมตรที่ 100 ในราคาวันละประมาณ 600 บาท มีรถจอดคอยให้บริการตั้งต่เวลา 08.00-17.00 น. หรืออาจเช่ารถสองแถวที่บริเวณตลาดเทศบาล ในตัวเมืองเพชรบูรณ์ ราคาวันละประมาณ 800 บาท&lt;br /&gt;ที่พักบนเขาค้อ ที่เขาค้อมีรีสอร์ตที่พักให้เลือก เป็นจำนวนมากส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณตำบลทุ่งสมอและแคมป์สน ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวบนเขาค้อประมาณ 30 กิโลเมตร ที่พักที่อยู่ใกล้ที่สุดได้แก่ บ้านพักทหารม้า กิโลเมตรที่ 28 ทางหลวงสาย 2196 กองพลทหารม้าที่ 28 และเรือนพักผู้ติดตามอยู่ใกล้กับพระตำหนักเขาค้อและเขาย่า ส่วนรีสอร์ทต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามเส้นทางขึ้นเขาค้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.khaoko.com/index.php?lay=show&amp;amp;ac=article&amp;amp;Id=280029&amp;amp;Ntype=5"&gt;เขาค้อดอทคอม&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-683655876960313179?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/683655876960313179/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/05/blog-post_3227.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/683655876960313179'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/683655876960313179'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/05/blog-post_3227.html' title='เขาค้อ'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SBv8MW3DkkI/AAAAAAAAA8E/O8rmelaCdpo/s72-c/03.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-4512542197746350303</id><published>2008-05-03T10:46:00.005+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:38.381+07:00</updated><title type='text'>ถนอมตาสวย ด้วยวิธีธรรมชาติ</title><content type='html'>ปัจจุบันนี้ แม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลรอบดวงตาโดยเฉพาะ แต่ถึงอย่างไร เราก็ยังต้องพึ่งการดูแลด้วยธรรมชาติควบคู่ไปพร้อมๆกัน ซึ่งในเรื่องนี้ นายแพทย์แอนดรูว์ ไวล์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ออริจินส์ มาให้คำแนะนำถึงในการดูแลสุขภาพผิวรอบดวงตา โดยเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพโดยผสมผสานเอาวิธีธรรมชาติเข้าไปด้วย แนวความคิดในเรื่องการดูแลสุขภาพด้วยการผสมสานวิธีธรรมชาติเข้าไปด้วยนั้น มีข้อเด่นคือ คุณเป็นผู้กุมบังเหียนสุขภาพของตัวเองไว้ในมือ คุณจะรู้อย่างแน่ชัดว่า สิ่งที่คุณกินหรือทำนั้น ก่อผลต่อสุขภาพอย่างไรวิธีการดูแลสุขภาพผิวรอบดวงตาที่คุณหมอแนะนำ ก็มีอยู่หลายข้อทีเดียวค่ะ ซึ่งเราสามารถนำไปปฏิบัติกับตัวเองได้อย่างง่าย ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5195997122385908178" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SBvj2m3DkdI/AAAAAAAAA7I/q8UswhwJw_Y/s400/b_1121139159.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เคล็ดลับคงความอ่อนเยาว์ให้ดวงตาดูสวยสดใส&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;- ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกๆ 2 - 4 ปี แต่สำหรับผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปแล้ว ควรจะตรวจให้บ่อยขึ้นคือทุกๆ 1 - 2 ปี &lt;/div&gt;&lt;div&gt;- สำหรับผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นประจำ ควรเริ่มฝึกนิสัยในการพักสายตา โดยการมองออกไปไกลๆ ทุกๆ 10  15 นาที &lt;/div&gt;&lt;div&gt;- ควรสวมแว่นตาดำที่สามารถปกป้องและกรองแสงยูวีได้ ทุกครั้งที่ต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีแดดจัดจ้า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;- ปกป้องและระวังไม่ให้ดวงตาสัมผัสกับควันและฝุ่นละอองต่าง ๆโดยตรง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;อาหารเสริมเพื่อดวงตาสดใส&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;- รับประทานผัก ผลไม้ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti Oxidant) ในปริมาณสูง เช่น ผลบลูเบอร์รี่ ผักใบเขียว และแครอท ซึ่งจะช่วยลดอันตรายจากอนุมูลอิสระในแสงแดดที่ทำลายจอตา และช่วยลดปัญหาตาบอดจากจอประสาทตาเสื่อมได้ อีกทั้งช่วยให้สายตาทำงานดีขึ้นในที่มืด และมีความไวในที่แสงน้อยๆดีกว่า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;- รับประทานผักที่มีสารลูทีน (Lutien) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่ง มีสีเหลือง พบมากในพืชผักที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ผลอะโวคาโด บร็อคโคลี่ ข้าวโพด ฟักทอง ผักโขม และผักกวางตุ้ง เหล่านี้ล้วนเป็นสารธรรมชาติที่พบมากในตาบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา ทำหน้าที่ช่วยกรอง หรือป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตา ไม่ให้ถูกทำลาย โดยการต้านอนุมูลอิสระพร้อมทั้งกรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;- รับประทานสารสกัดของโอเมก้า 3 หรือรับประทานปลาชนิดต่าง ๆ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;เคล็ดลับการนวดกดจุดเพื่อผ่อนคลายบริเวณรอบดวงตา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;1. ใช้ปลายนิ้วชี้ กลาง และนาง ยืดคิ้วออกทางด้านข้าง 3 ครั้ง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;2. ใช้นิ้วกลางของทั้งสองข้าง หมุนวนรอบดวงตาพร้อมๆกัน ในลักษณะวนตามเข็มนาฬิกา และแต่ละครั้งให้หยุดกดที่บริเวณหัวคิ้ว ทำแบบนี้ซ้ำทั้งหมด 60 รอบ3. ใช้นิ้วกลางกดจุดไล่ตั้งแต่หัวคิ้วไปถึงขมับ 3 รอบ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;4. กดจุดไล่ลงมาที่บริเวณใต้ตา ไล่ตั้งแต่หัวตาไปถึงหางตา 3 รอบ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;5. ใช้นิ้วกลางนวดที่บริเวณขมับ หมุนเป็นรูปเลขแปด ทำซ้ำทั้งหมด 6 รอบ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;6. ทำซ้ำข้อ 2 - 5 ทั้งหมด 3 รอบ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;7. นำมือทั้งสองข้างปิดที่ดวงตา โดยลากน้ำหนักลงที่ปลายนิ้ว ออกไปที่ด้านข้างกรอบหน้า แล้วจึงค่อยๆ ยกฝ่ามือออกจากใบหน้า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ที่มา : นิตยสารหญิงไทย&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-4512542197746350303?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/4512542197746350303/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/05/blog-post_03.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4512542197746350303'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4512542197746350303'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/05/blog-post_03.html' title='ถนอมตาสวย ด้วยวิธีธรรมชาติ'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SBvj2m3DkdI/AAAAAAAAA7I/q8UswhwJw_Y/s72-c/b_1121139159.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-7775103403157078090</id><published>2008-05-03T10:36:00.003+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:39.237+07:00</updated><title type='text'>อาหารเวียดนาม"นายดำ" รสล้ำ ชวนลิ้มลอง</title><content type='html'>"อาหารเวียดนาม"เป็นหนึ่งในเมนูสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยผักมากมาย และเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้สาวเวียดนามมีหุ่นดี รูปร่างเพรียวระหงส์ ยามสวมชุดอ๋าวใหญ่แล้วมีเสน่ห์จับใจหนุ่มไทยไม่น้อยเลย หากนึกอยากกินเมนูเพื่อสุขภาพขึ้นมาคราใด อาหารเวียดนามก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเป็นอันดับต้น ๆ ยิ่งเมื่อมีผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือท่านหนึ่งแนะนำมาว่า ถ้าอยากกินอาหารเวียดนามลองให้ไปกินที่ร้าน"นายดำ" ที่เราพอได้ยินดังนั้นจึงรีบบึ่งไปตามคำแนะนำทันที &lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5195991354244829602" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SBvem23DkaI/AAAAAAAAA6w/TWNkWxKIens/s400/Image.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สำหรับร้านนายดำเป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่ขายอาหารเวียดนามมีรสชาติดีถูกปาก เพราะว่ามีแม่ครัวมือเอก ที่เป็นคนเวียดนามแท้ๆ อย่างคุณทิวา ชาตตนนท์ ภรรยาคุณดำริห์ เจ้าของร้าน ลงมือปรุงอาหารสไตล์คนเวียดนามแท้ ๆ ด้วยตัวเอง คุณทิวาบอกว่าสูตรอาหารต่าง ๆ ที่ทำนั้นเรียนรู้มาจากบรรพบุรุษของเธอเอง ทำให้ได้รสชาติดั้งเดิมแบบเวียดนามจริง ๆ และที่นี่เน้นเรื่องคุณภาพของอาหารทุกจาน ไม่มีการใส่ผงชูรส และทำขายแบบวันต่อวันไม่มีของเหลือค้าง จึงไม่แปลกเลยที่จะมีลูกค้าขาประจำแวะเวียนมากินอาหารเวียดนามที่นี่กัน โดยเมนูส่วนใหญ่ที่ลูกค้าชอบสั่งมากินเพราะติดใจในรสชาติ ก็ต้องเมนูนี้เลย แนมเนื้อง (90 บาท) หรือที่คนไทยเรียกเพี้ยนเป็นแหนมเนือง แนมเนื้องของที่นี่มีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อหมูสูตรเด็ดที่ทางร้านทำเอง และก็มีน้ำจิ้มสูตรพิเศษทำเอง ที่ไม่เหมือนร้านไหน คือจะใส่ข้าวเหนียวที่ผ่านการปรุงรสแล้วมาในน้ำจิ้มด้วย ทำให้ได้น้ำจิ้มที่เข้มข้น การกินแนมเนื้องนำแผ่นแป้งมาห่อกับหมูใส่เครื่องเคียง แล้วราดด้วยน้ำจิ้ม ห่อเป็นคำส่งเข้าปากเคี้ยวกร้วมคำโต แผ่นแป้งนุ่ม ๆ เนื้อหมูได้รสชาติเข้มข้น กลมกลึงเข้ากันกับน้ำจิ้มที่ออกหวานนิด เปรี้ยวหน่อย เผ็ดนิด ๆ ถ้าใส่พริกลงไป (ซึ่งทางร้านเตรียมไว้ให้) กินแกล้มกับผักสด ๆ เอร็ดอร่อยกันไป&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5195991358539796914" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SBvenG3DkbI/AAAAAAAAA64/JI5o8Enqi5E/s400/Image2.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;อีกหนึ่งเมนูที่ลูกค้าแทบทุกโต๊ะชอบสั่งมากิน คือ ทอดมันปลากราย (90 บาท) ที่ทำมาจากเนื้อปลากรายล้วนๆ นำมาขูดและปรุงรส ใส่เห็ดหูหนูดำ วุ้นเส้น ต้มหอม หอมใหญ่ ปั้นเป็นก้อน แล้วห่อด้วยแผ่นแป้งนำไปทอดจนเหลืองกรอบ กินตอนร้อนๆ ทอดมันปลากรายเคี้ยวกรอบนอก เนื้อในนุ่มถึงเนื้อปลากรายล้วน ๆ เคี้ยวเด้งนุ่มๆ หนึบหนับอยู่ในปาก &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5195991362834764226" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SBvenW3DkcI/AAAAAAAAA7A/NVZsfhonEdo/s400/Image3.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ยัง ๆ ไม่หมดยังมีเมนูอื่นๆ ที่ทางร้านบอกว่าขายดีและชวนกินอีกมาก อาทิ กุ้งพันอ้อย (อันละ 90 บาท) บั๊นแส่ว หรือขนมเบื้องญวน (70 บาท) บั๊นหอย (100 บาท) เป็นเส้นหมี่กับหมู 3 ชั้น จ๊าวโดม (80 บาท) คือข้าวต้มกุ้ง จ๋าหย่อ (70 บาท) คือปอเปี๊ยะทอด และอีกสารพัดเมนูที่กินได้กินดี เพราะอิ่มนี้กินเท่าไหร่ก็ไม่กลัวอ้วน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ร้าน "นายดำ" ตั้งอยู่ที่ 435 ซ.วัดเทพลีลา (แยก 7) ถ.รามคำแหง แขวง/เขตวังทองหลาง กทม. การเดินทางถ้ามาทางถ.รามคำแหง ให้เลี้ยวเข้าซ.รามคำแหง 39 (ซ.วัดเทพลีลา) วิ่งตรงมาเรื่อยๆ จนถึงแยกที่ 7 ซึ่งจะอยู่ทางซ้ายมือ ให้เลี้ยวเข้าไปในซ.แยก 7 นี้ประมาณ 120 ม. ร้านนายดำจะอยู่ขวามือ มีป้ายให้เห็นชัดเจน เปิดทุกวัน 11.00-19.00 น. ถ้ามากินควรโทร.จองโต๊ะก่อน โทร. 0-2318-3456, 08-1906-4679 &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000025114"&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-7775103403157078090?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/7775103403157078090/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/05/blog-post.html#comment-form' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7775103403157078090'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7775103403157078090'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/05/blog-post.html' title='อาหารเวียดนาม&quot;นายดำ&quot; รสล้ำ ชวนลิ้มลอง'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/SBvem23DkaI/AAAAAAAAA6w/TWNkWxKIens/s72-c/Image.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-4226365773966216970</id><published>2008-04-02T17:30:00.003+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:39.754+07:00</updated><title type='text'>"Critical Mass" ภารกิจปั่นประท้วง ปฏิวัติสังคมจักรยาน</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;color:#009900;"&gt;ย่านที่ยานพาหนะคับคั่งในวันที่เสรีภาพทางการเงินของคนเมืองมีบทบาทสูงสุด ภาพมหานครที่ถูกครอบครองด้วยการจราจรพิการและมลภาวะอันเลวร้าย จะเกิดอะไรขึ้นถ้าในวัน และเวลา ที่บนถนนมีรถกำลังติดขัดแบบวินาศสันตโรนั้นกลับมีคาราวาน 2 ขา 1 คัน นัดหมายกันตรงใจกลางเมืองเพื่อปั่นจักรยานไปบนท้องถนนที่ไม่มีการสงวนสิทธิ์ให้คนขี่จักรยานแต่อย่างใด โดยแสดงให้เห็นถึงความหลุดพ้นจากพันธนาการบนท้องถนนด้วยการปั่นจักรยาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5184595731239286946" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R_NiWTCGOKI/AAAAAAAAA6Q/GMOuu5ZD-QY/s400/551000004160201.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;และเพื่อต้องการเรียกร้องให้สังคมหันมาสนใจความต้องการมีส่วนร่วมในการแบ่งพื้นที่บนท้องถนนให้กับนักปั่นจักรยาน เพื่อให้สังคมมองคนขี่จักรยานอย่างเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น คาราวานรถจักรยานของเหล่านักปั่นจึงพร้อมใจกัน ทำกิจกรรมดังกล่าวในรูปแบบที่ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า &lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;"Critical Mass" &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;ปั่นประท้วง&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า &lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;Critical Mass&lt;/span&gt; ปกติจัดขึ้นทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน ในเมืองต่างๆ ทั่วโลก โดยนักปั่นจักรยาน, skateboard, inline skaters, roller skaters และพาหนะที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง (ไม่มีเครื่องยนต์) จะวิ่งบนถนนในเมืองเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เหตุผลเริ่มแรกเกิดจากผู้ใช้จักรยานตระหนักถึงเมืองที่ไม่เป็นมิตรต่อคนใช้จักรยาน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;นักปั่น Critical Mass จึงก่อตัวขึ้นมาเองโดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า ไม่มีการแข่งขัน ดำเนินงานอย่างกระจัดกระจาย และการตัดสินใจที่ไม่เป็นทางการ มีผู้นำกลุ่มที่เป็นอิสระ บ่อยครั้งที่ไม่มีการขออนุญาตล่วงหน้า และการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากเทศบาลเมือง โดยทั่วไปเป็นเพียงแค่การนัดหมายสถานที่ วัน และเวลา ในบางเมืองเรื่องเส้นทางจุดสิ้นสุดหรือสถานที่สำคัญระหว่างทางอาจจะเป็นการวางแผนกันเฉพาะหน้า&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;การปั่น Critical Mass ถูกรับรู้กันว่าเป็นเช่นกิจกรรมการประท้วง บทความนิตยสาร New Yorker ปี 2006 อธิบายกิจกรรม Critical Massใน New York ว่า ‘การปั่นประท้วงประจำเดือน’และลักษณะของ Critical Mass ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางสังคมด้วย อย่างไรก็ดีผู้เข้าร่วม Critical Mass ยืนยันว่า เหตุการณ์นี้ควรถูกมองว่าเป็น การพบปะสังสรรค์ และการรวมกลุ่มที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ ไม่ใช่การประท้วงหรือการเดินขบวนที่ถูกจัดการ การปั่น Critical Massในเมืองเล็กๆ ทุกเดือนอาจมีคนมาร่วมน้อยกว่า 20 คนแต่ขณะเดียวกันในบางประเทศก็อาจมีคนใช้จักรยานเข้าร่วมกว่าหมื่นคน&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;การปั่น Critical Mass ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ 25 กันยายน 1992 เวลา 6 โมงเย็นในSan Franciscoปัจจุบันประมาณกันว่ามีการปั่นจักรยานแบบ Critical Mass มากกว่า 325 เมืองทั่วโลก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5184595735534254258" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R_NiWjCGOLI/AAAAAAAAA6Y/lxwYbSHuiUM/s400/551000004160208.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;ปลายทางเพื่อเส้นทางจักรยาน&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;และเวลานี้กิจกรรม Critical Mass เกิดขึ้นจริงแล้วในเมืองไทย โดยในครั้งแรกคาราวานนักปั่นได้เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บริเวณหน้าสยามดิสคัฟเวอร์รี แยกปทุมวัน ถือเป็น Critical Mass ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย โดยการริเริ่มความคิดจาก ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และ thaiMTB.com เพราะสภาพการจราจรในปัจจุบันที่ไม่เอื้ออำนวยแก่จักรยาน ผู้ที่ใช้ถนนยังไม่รู้จักการใช้ถนนร่วมกับจักรยาน อีกทั้งภาครัฐฯไม่ได้สนับสนุนหรือส่งเสริมเพียงพอในเรื่องช่องทางสำหรับจักรยานบนถนน ทำให้ในครั้งนั้นมีนักปั่นให้การตอบรับร่วมรณรงค์และปลูกจิตสำนึกในการแบ่งปันด้วยการจัดกิจกรรม Critical Mass เป็นจำนวนกว่า 400 คน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;สัจจา ขุทรานนท์ ที่เพื่อนๆ นักปั่นเรียกกันว่า น้าเป็ด จากชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย&lt;/span&gt; หรือ Thailand Cycling Club เรียกสั้นๆ ว่า TCC ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำ Critical Mass ในบ้านเราให้ให้ฟังว่า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;“จากนี้ไป Critical Mass จะเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกเดือน เป็นกิจกรรมที่แสดงถึงการถือสิทธิ์ในการใช้ถนนได้ ถนนไม่ใช่รถยนต์เพียงอย่างเดียว เพื่อกระตุ้นให้ภาครัฐฯ หันมาสนใจสร้างทางจักรยาน เพื่อชักชวนให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน และเพื่อเป็นทางเลือกรัฐฯจึงต้องสร้างทางจักรยานให้ผู้สัญจรที่ใช้จักรยานเป็นการเฉพาะเพื่อลดอุบัติเหตุจากการที่ผู้ขับขี่รถยนต์ประมาทชนคนขับขี่จักรยาน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;“เป้าหมายหลักของ Critical Mass คือการรณรงค์ให้คนหันมาปั่นจักรยานกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเป้าหมายแฝงนั้นคือ การให้ได้ทางจักรยานของจริง คือพวกเราอยากเห็นทางจักรยานเกิดขึ้นใน กทม. จะให้มาโดยง่ายนั้นคิดว่ายาก จึงมารวมกันเรียกร้องสิทธิ์นี้ขึ้น เพื่อไม่ให้หน่วยงานใดที่เกี่ยวกับการทำถนนลืมว่า จักรยานนั้นมีสิทธิ์ที่จะใช้เส้นทางบนถนนเช่นเดียวกัน ผมปรารถนาและมุ่งมั่นที่จะเห็นทางจักรยานใน กทม. &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;“ย้อนกลับไปก่อนเกิด Critical Mass ในบ้านเรา เราก็ทราบกันอยู่ว่า ก่อนหน้านี้การขอทางจักรยานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยวิธีการต่างๆ นาๆ ได้ทำกันมานักต่อนักแล้วแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ส่วนใหญ่ที่ทำกันก็คือ การขอกันแบบตรงๆ จากนั้นเราก็ทราบว่า โอกาสจะได้นั้นน้อยมากเต็มที เหตุนี้เองจึงได้มีการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำใหม่ โดยคิดว่า หากให้คนมาปั่นจักรยานกันเยอะๆ จนถึงปริมาณหนึ่งที่มากพอจนกลายเป็น Critical Mass จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทนเพิกเฉยอยู่ไม่ได้ จะถูกบังคับให้สร้างทางจักรยาน และนั่นคือที่มา และผลลัพธ์ที่เกิดจากการจัด Critical Mass ซึ่งไม่ค่อยเหมือนประเทศอื่นๆ ที่เขามีทางจักรยานอยู่บ้างแล้ว”&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สรุปแล้วเป้าหมายปลายทางของ Critical Mass จริงๆ คือ การให้ได้มาซึ่ง ‘ทางจักรยานของจริง’ เพียงแต่เราเอารูปแบบของ Critical Mass เป็นภาพวางไว้ข้างหน้าเท่านั้น &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;โดยน้าเป็ดได้ขยายความถึงคำว่า ‘ทางจักรยานของจริง’ ในแนวคิดส่วนตัวให้ฟังด้วยว่า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;“ทางจักรยานของจริง นั้นควรจะต้องประกอบด้วย ลักษณะทางที่เป็นมาตรฐาน ที่ประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่เขาทำกัน เป็นเครือข่ายเชื่อมโยง หรือต่อกัน ยิ่งได้มากเท่าไรก็เป็น ”ของจริง”มากขึ้นเท่านั้น ให้ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ มีการใช้เกิดขึ้นในปริมาณที่คุ้มต่อการสร้างทาง มีการบริหารจัดการ เช่น การออกระเบียบ กฎหมาย มีการบำรุงรักษาสม่ำเสมอ มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และข้อสุดท้ายที่เป็นของจริงแท้ คือเป็นทางตัวอย่างที่ประเทศอื่นๆ ต้องมาดูนำไปใช้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ทางจักรยานในบางกอกเมืองหลวงของเรานั้นต้องทำแผนรองรับขึ้นมาได้ในขณะนี้แล้ว เพราะตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปเป็นจังหวะของเรื่องน้ำมันขึ้นราคา &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;“เท่าที่ทราบ กทม.เขาส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเดินทางไปดูงานต่างประเทศแล้วหลายคน อันนี้มีใครรู้จักบ้างอยากจะขอบอกผ่านไปยังท่านผู้ว่าด้วย ว่าให้เขาไปดูงานแล้ว กลับมาแล้วไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเลย คิดแล้วมันน่าเสียดายเวลา” น้าเป็ดเล่าให้ฟัง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5184595735534254274" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R_NiWjCGOMI/AAAAAAAAA6g/u5Uf2G3Ml24/s400/551000004160213.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;ทางสัญจรสาธารณะ&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เวลานี้หลักการ Critical Mass เป็นหัวข้อของการวิจารณ์ติเตียนจากเจ้าหน้าที่รัฐฯและคนขับรถในหลายๆเมือง เรื่องการสัญจรสาธารณะมีทางการอ้างว่า Critical Mass มีเจตนาไตร่ตรองอย่างรอบครอบที่จะขัดขวางการสัญจรของรถและขัดขวางความปกติสุขของการจราจรในเมือง มีผลทำให้เกิดการจับกุมบางคนใน Critical Mass ที่ปฏิเสธการเชื่อฟังกฎจารจร &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;ท่าทีของ Critical Massนี้นำไปสู่การโต้แย้ง ความถูกต้องทางกฎหมายว่า เหตุการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นโดยไม่ต้องขออนุญาตตำรวจท้องที่หรือไม่ ทำให้กลุ่มที่สนับสนุนการปั่นจักรยานบางกลุ่มเป็นห่วงถึงธรรมชาติของความขัดแย้งของ Critical Mass และการทะเลาะวิวาทกับคนขับรถ การไม่ให้อภัยในเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ของความรุนแรงและความหยาบคาย ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะชนต่อคนใช้จักรยาน ขณะที่ San Francisco Bicycle Coalition ให้เครดิต Critical Mass ทำให้ประเด็นจักรยานขึ้นมามีความสำคัญและสนับสนุนช่วยเหลือการรวมตัวของผู้ใช้จักรยาน&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;มงคล วิจะระณะ ที่คาราวานนักปั่นรู้จักกันในนาม น้าหมี รองประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย&lt;/span&gt; บอกว่า ถึงแม้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกับคนส่วนใหญ่ เกี่ยวกับสถานการณ์ขี่จักรยานบนถนนของคนใช้จักรยาน หรือส่งผลถึงการรับรู้ต่อสาธารณะชนของคนใช้จักรยาน แต่ตัวอย่างบางอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าขอบเขต ของการปั่นจักรยานขยายเข้าไปในหลายวัฒนธรรมย่อย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;“ตอนนี้ชาวจักรยานในเมืองไทย ได้เริ่มรวมตัวกันจัดกิจกรรม Critical Mass ของชาวจักรยานทุกเย็นวันศุกร์สุดท้ายของเดือน ในจุดที่รถติดหนักของ กทม.ในวันเงินเดือนออก &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;“หลายๆ คนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นพวกจักรยานป่วนเมือง เหมือนเด็กแว้นส์ที่ขี่มอเตอไซต์ จริงๆ แล้วเป็นเพียงการนัดกันออกมาปั่น โดยไม่มีแกนนำหรืออ้างอิงองค์กรใดๆ แค่นัดกันปั่นบ่อยๆ เกาะกลุ่มชิดซ้ายปฏิบัติตามกฎจราจร ไม่ได้ก่อม๊อบประท้วง หรือแสดงเจตนากีดขวาง ยึดครองพื้นผิวจราจร ไม่มีการเตรียมรถพยาบาล รถนำขบวน รถท้ายขบวนเพราะการใช้จักรยานบนท้องถนนในชีวิตจริงคงไม่มีองค์ประกอบเหล่านี้มาร่วมด้วยแน่ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;“ผลกระทบเรื่องการสร้างความเดือดร้อนแก่สังคมที่หลายๆ คนวิจารณ์หรือคาดเดาเอา ถ้าได้มาร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วยจะพบว่าไม่ได้รุนแรงบานปลายอย่างที่หลายคนหวั่นเกรงเราไม่ได้ออกมาขี่เพื่อเรียกร้องหรือชวนทะเลาะกับใคร แต่ละคนเป็นเพียงปุตุชนคนธรรมดา ที่ออกมาร่วมจำลองเหตุการณ์สถานการณ์ให้ได้รับรู้ว่า ถ้าเกิดมีการนำจักรยานออกมาใช้ในชีวิตประจำวันจริงประมาณนี้ สังคมและบ้านเมืองจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรให้เข้ากันได้บ้างอย่างมีความสุข การสร้างอารมณ์ร่วมให้เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ยวดยาน เป็นงานยากที่สุดที่จะคาดเดาได้ว่าจะมีผลตอบสนองอย่างไร บอกได้แต่เพียงว่า เราไม่ได้ทำเพียงเพื่อตัวของเราเองเท่านั้น แต่เรากำลังทำเพื่อคนที่จะมาใช้จักรยานร่วมกันในอนาคต จึงอยากแอบกระซิบคนที่กำลังแอบมองอยู่ว่า สักวันหนึ่งจักรยานที่ใช้ชีวิตจริงบนท้องถนน อาจจะมีคุณหรือคนที่คุณรักร่วมอยู่ด้วยก็เป็นได้ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;“บางครั้งตัดสินใจโดยการโหวตแนะนำเส้นทาง หลายครั้งใช้ถ่ายเอกสารแจกจ่ายอธิบายวิธีการ เส้นทางทุกๆ คนสามารถแสดงความคิดเห็นทำแผนที่ของตัวเองและแจกจ่ายมันให้นักปั่นที่มาร่วมในกลุ่ม จนกระทั่งเส้นทางการปั่นถูกตัดสินใจโดยคนส่วนใหญ่ ธรรมชาติของการไร้การจัดการทำให้รอดพ้นการหยุดยั้งของเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งเห็นว่าการปั่นนี้เป็นขบวนพาเหรดหรือการประท้วงที่ถูกจัดการ ดังนั้นการเคลื่อนไหวแบบไร้รูปแบบปราศจากการจัดการโครงสร้างจากศูนย์กลาง ลำดับชั้น องค์กรนั้นเพียงพอแล้วที่จะนำไปสู่การสร้างจำนวนผู้เข้าร่วม Critical Massที่หนาแน่นพอที่จะยึดครองพื้นที่ถนนและสามารถกันรถยนต์ออกไปได้”&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นาทีนี้คนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันจริงๆ ยังต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยบนท้องถนนอีกมาก โดยแต่ละคนยังคงใช้ชีวิตเสี่ยงกับฝาท่อและผิวจราจรด้านซ้ายที่ไม่เอื้ออำนวยต่อความปลอดภัย การเอาชีวิตรอดบนท้องถนนไปวันๆ ควรได้รับการใส่ใจจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจากชาวบ้านด้วยกันเองที่ใช้ถนนร่วมกัน จากหน่วยงานรัฐฯ ที่สามารถจัดสรรพื้นที่ และกฎระเบียบที่เหมาะสมเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นั่นคือองค์ประกอบรวมปลีกย่อยมากมายที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ในพริบตาต้องใช้เวลาในการจัดการปรับสภาพกันอีกนานซึ่งถ้ายังไม่มีการเริ่มบทสรุปของผลสำเร็จในการจัดการก็คงยังต้องยืดเยื้อกันต่อไป &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;โปรดระวังรถจักรยาน&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แต่เนื่องจากโครงสร้างที่ไม่มีผู้นำของ Critical Mass จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้ผู้เข้าร่วมแต่ละคนอาจมีเป้าหมายแตกต่างกัน เช่น ร่วมแสดงถึงทางเลือกในการสัญจรโดยใช้จักรยาน และความสนุกสนานในช่วงเวลาที่ไม่มีรถบนถนน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;วรเทพ ชูพงษ์ หรือ คุณหมา&lt;/span&gt; บอกถึงเป้าหมายในการทำ Critical Mass ของเขาว่า เป็นการทำให้คนขับรถหรือคนในสังคมทั่วไปที่ยังไม่เห็นว่าการขี่จักรยานบนท้องถนนเป็นสิทธิอันชอบธรรมของผู้ใช้จักรยาน หรือให้คนที่นั่งรถติดอยู่และคิดอยากจะขี่แต่กลัว ๆ กล้า ๆ เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ทำได้หันมาคิดในมุมมองที่ชาวจักรยานคิดบ้าง &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;“คนส่วนมากคงไม่รู้หรอกว่า ที่เราทำกันมันเรียกว่า Critical Massบางคนที่เป็นผู้เข้าร่วมปั่นเองบางทีก็ยังไม่เข้าใจถึงหลักการจริงๆ ก็มี บางครั้งการทำเช่นนี้มันก็เลยสร้างความสับสน และความไม่พึงพอใจให้กับผู้พบเห็น หรือผู้ใช้รถยนต์ได้เหมือนกัน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;“ถ้าเป็นที่เมืองนอกการกระตุ้นเตือนในวัฒนธรรมฝรั่ง อาจจะต้องใช้แรงนิดนึง เป้าหมายของเขาอาจจะมีส่วนสร้างความเดือดร้อนให้กับคนหมู่มาก และผู้ขับรถ แต่ของกรุงเทพฯ เราเท่าที่ดูเมื่อครั้งที่ผ่านมานั้น ก็เรียบร้อยดีเป็นส่วนใหญ่นะครับ คนขับรถโดยมากไม่ได้แสดงอาการรำคาญมากไป บีบแตรเล็กน้อย ๆ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว”&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ทางด้าน &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ศุภโชค นาฑีทอง&lt;/span&gt; ผู้ที่นั่งกุมพวงมาลัยอยู่ในรถยนต์ที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ในวันเงินเดือนออก แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำ Critical Mass ว่า &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;“ส่วนตัวผมไม่รู้จักหรอกนะว่าสิ่งที่พวกนักปั่นจักรยานทำกันอยู่นี้เรียกว่าอะไร ผมไม่มีความรู้เรื่อง Critical Mass มาก่อนด้วย ผมเพียงแค่คิดว่าที่เขาทำกันอยู่นี้เป็นการนึกสนุกอยากปั่นจักรยานเป็นทีมมากกว่า คงเป็นการปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกาย หรือเพื่อการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ผมยังไม่รู้สึกถึงการรณรงค์เรื่องอะไรที่ชัดเจน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;“ส่วนเรื่องการแบ่งพื้นที่บนท้องถนนไปใช้หรือการทำให้รถติดนั้นผมว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เพราะถ้าไม่มีพลพรรคปั่นจักรยานเหล่านี้รถก็ยังติดอยู่ และเท่าที่ผมเห็นเหตุการณ์คือ พวกเขาก็ปั่นไปเรื่อยๆ ไม่ได้หยุดกีดขวางหรือทำการสกัดกั้นการจราจราแต่อย่างได้ เพียงแต่ต้องรอให้พวกเขาออกตัวไปก่อนก็เท่านั้น ทุกอย่างก็เป็นปกติ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;“แต่ก็มีรถยนต์บางคันเหมือนกันที่ผมเห็นถึงความไม่พอใจในเหล่านักปั่นเหล่านี้ แล้วบีบแตรไล่ เขาคงเป็นห่วงรถยนต์ราคาแพงของเขาโดยอาจจะกลัวได้รับการขีดข่วน หรือกลัวการเกิดอุบัติเหตุเสียมากว่า กรณีอย่างนี้ผมมองว่าควรจะเห็นอกเห็นใจกันคนละครึ่งทาง เพราะการปั่นจักรยานนั้นก็ดี ในสภาวะที่น้ำมันแพงอย่างนี้” ศุภโชค กล่าว &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#009900;"&gt;Critical Mass ความพยายามที่จะสร้างทัศนคติใหม่ของคนใช้รถใช้ถนน มหานครนี้คงจะน่าอยู่ขึ้นหากคนเริ่มแบ่งปันถนนให้คนได้ใช้จักรยานกันมากขึ้น ประโยชน์ก็เห็นๆ ด้วยราคาน้ำมันที่แพงขึ้น และภาวะโลกร้อน กับผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย อย่างไรก็ตามการขี่จักรยานเพื่อการคมนาคมก็เป็นทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เรื่อง – นาตยา บุบผามาศ : ผู้จัดการรายวัน&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-4226365773966216970?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/4226365773966216970/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/04/critical-mass.html#comment-form' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4226365773966216970'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/4226365773966216970'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/04/critical-mass.html' title='&quot;Critical Mass&quot; ภารกิจปั่นประท้วง ปฏิวัติสังคมจักรยาน'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R_NiWTCGOKI/AAAAAAAAA6Q/GMOuu5ZD-QY/s72-c/551000004160201.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-5662676894847572633</id><published>2008-03-17T10:06:00.001+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:40.374+07:00</updated><title type='text'>ร้าน “เป็ดอ้วน” รสกระเดื่อง เรื่องเป็ด ๆ</title><content type='html'>ขอบอกเลยว่าหากนักกินคนไหนเป็นแฟนเป็ด คือ ชอบกินเป็ดเป็นชีวิตจิตใจแล้วล่ะก็ เป็นต้องได้สมหวังถูกอกถูกใจกันแน่ เพราะในมื้อนี้เราจะพาไปกินเมนูเป็ดรสดีกันที่ร้านชื่อเป็ดๆ ว่า “เป็ดอ้วน” เจ้าเก่าที่ตั้งอยู่แถวประตูผี ตรงซ.สำราญราษฎร์ นี่เอง &lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5178542492571742290" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R93g9bwBMFI/AAAAAAAAA4Q/MKTdESK79YY/s400/551000003372701.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ร้าน “เป็ดอ้วน” แห่งนี้หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้เป็ด อาจจะรู้จักกันดีว่าที่นี่นั้นมีเมนูข้ามต้มเป็ดที่ขายดิบขายดีเป็นเมนูเด่นชูโรงที่ขายมานาน 40 กว่าปีแล้ว ขายมาตั้งแต่รุ่นอาก๋ง สืบทอดจนมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 ข้าวต้มเป็ดและเมนูเป็ดสารพันรวมถึงเมนูอาหารตามสั่งอื่นๆ อีกมากมายของที่นี่ก็ยังรสดีไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เรียกว่าหากมาถึงร้านเป็ดอ้วนแล้ว ก็ต้องสั่งเมนูเป็ดๆ ของที่นี่มาลองลิ้มกันให้ได้ ซึ่งเมนูแรกที่จะพลาดสั่งไม่ได้เลยก็คือ ข้ามต้มเป็ด (30 บาท พิเศษ 40 บาท) ภายในชามมีข้าวต้ม น้ำซุปร้อนๆ และมีเนื้อเป็ดหั่นมาเป็นชิ้นๆ ที่ผ่านการต้มตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม และปรุงรสชาติมาแล้ว ต้องบอกว่าเนื้อเป็ดเคี้ยวแล้วนุ่มนิ่มอยู่ในปาก ได้รสชาติกำลังดี และก็ยังมีพวกเครื่องในเป็ดอย่างไส้ กึ๋น ตับ ที่เคี้ยวแล้วช่างนุ่มปากได้ใจจริงๆ ส่วนข้าวต้มก็เป็นเม็ดเคี้ยวนุ่ม พร้อมกับได้ซดน้ำข้าวต้มร้อนๆ ที่กลมกล่อมถูกปาก &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5178542496866709602" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R93g9rwBMGI/AAAAAAAAA4Y/KdUBLJ-TCk0/s400/551000003372702.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หลังจากจัดการกับข้าวต้มเป็ดจนเกลี้ยงชาม ก็ต้องสั่งเมนูนี้ตามมาทันที เกาเหลาไส้เป็ด (40-50 บาท) เป็นเกาเหลาน้ำซุปร้อนๆ หอมๆ ที่มีแต่ไส้เป็ดล้วนๆ หรือที่เรียกว่า ไส้แก้ว ซึ่งทางร้านจะนำไส้เป็ดมาล้างจนสะอาด ก่อนจะนำไปลวกในน้ำร้อนแล้วแช่น้ำเปล่า ลวกอยู่อีกถึง 3 ครั้งจนจะได้ออกมาเป็นไส้แก้ว และปรุงรสอีกทีก่อนเสิร์ฟ เมื่อได้ลองลิ้มเคี้ยวไส้แก้วจะสัมผัสได้ถึงความกรุบกรับของไส้แก้ว ที่ไม่เหนียวเลย เคี้ยวเด้งกรุบๆ อยู่ในปาก จิ้มกินคู่กับน้ำจิ้มพริกเหลืองบดที่ใส่กระเทียมเจียวมาด้วย ช่วยเพิ่มรสชาติเปรี้ยวๆ หวานเผ็ดนิดหน่อยถูกปาก หอมกลิ่นกระเทียมเจียว และได้ซดน้ำซุปหวานกลมกล่อม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;และอีกหนึ่งเมนูที่คนชอบกินเป็ดไม่ควรพลาดนั่นคือ การสั่งสารพัดเป็ดอย่าง ปีกเป็ด ขาเป็ด ลิ้นเป็ด (40-80 บาท) มาแทะกินเพลินๆ แบบอิ่มไม่น้อย ซึ่งทั้งปีกเป็ด ขาเป็ด และลิ้นเป็ดนั้นทางร้านจะนำไปต้มจนเปื่อยนุ่มได้ที่ และก็ปรุงรสตามสูตรเด็ดของทางร้าน กินแล้วต้องบอกว่าปีกเป็ดเปื่อยนุ่มแทะมันปาก ขาเป็ดเนื้อหนังล่อนแทะง่าย ส่วนลิ้นเป็ดมีเนื้อติดนิด ๆ และมีกระดูกอ่อนตรงส่วนปลายให้เคี้ยวมัน ๆ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ถ้าใครมาแล้วกลัวว่ากินแค่เมนูเป็ดอาจจะยังไม่อิ่มท้อง ไม่ต้องกลัวเลยเพราะที่นี่ยังมีเมนูอาหารที่ชวนกินอีกมากมาย อาทิ ข้าวต้มปลากะพง ข้าวต้มกระเพาะหมู ข้าวต้มหมูสับ (30 บาท) ไส้หมูพะโล้ทอด (40-50 บาท) ปีกไก่พะโล้ (40-50 บาท) มะระยัดไส้ (20-30 บาท)และเมนูอื่นๆ อีกมากมาย ที่ถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้เป็ดไม่ควรพลาดที่จะมาร้าน “เป็ดอ้วน” &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5178542501161676914" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R93g97wBMHI/AAAAAAAAA4g/Y2huXQ9OwjM/s400/551000003372703.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ร้าน “เป็ดอ้วน” ตั้งอยู่ที่ 112 ซ.สำราญราษฎร์ (ตรงข้ามวัดเทพธิดาราม) พระนคร กทม.การเดินทางถ้ามาจากถ.ราชดำเนินกลาง วิ่งตรงมาทางลานพลับพลาฯ และเลี้ยวเข้าถ.มหาไชย วิ่งตรงมาจนเจอแยกไฟแดง ให้เลี้ยวขวาตรงแยกนั้นเข้าซ.สำราษฎร์ หัวมุมซ.เป็นเซเว่น ตรงเข้ามาในซ.ไม่ลึกก็จะเห็นร้าน “เป็ดอ้วน” อยู่ริมถ.ซ้ายมือ มีป้ายร้านรูปเป็ดอ้วนให้เห็นชัดเจน จอดรถได้ริมถนน เปิดทุกวัน 11.00-23.00 โทร. 02-222-5999, 083-251-8383&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-5662676894847572633?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/5662676894847572633/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/03/blog-post_17.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/5662676894847572633'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/5662676894847572633'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/03/blog-post_17.html' title='ร้าน “เป็ดอ้วน” รสกระเดื่อง เรื่องเป็ด ๆ'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R93g9bwBMFI/AAAAAAAAA4Q/MKTdESK79YY/s72-c/551000003372701.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-392131836000559058</id><published>2008-03-09T14:52:00.003+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:40.819+07:00</updated><title type='text'>วัดขุนอินทประมูล จ.อ่างทอง</title><content type='html'>วัดขุนอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง &lt;div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5175647903657570338" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R9OYWLwBMCI/AAAAAAAAA30/U4TlgkuqT5A/s400/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A52.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;อยู่ในเขตตำบลอินทประมูล เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย พิจารณาจากซากอิฐแนวเขตเดิมคะเนว่า เป็นวัดขนาดใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ มีชื่อว่า พระศรีเมืองทอง มีความยาววัดจากปลายพระเมาลีถึงปลายพระบาทได้ 50 เมตร (25 วา) เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารแต่ถูกไฟไหม้ปรักหักพังไป เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1 เหลือแต่องค์พระตากแดดตากฝนอยู่กลางแจ้งมานานนับเป็นร้อยๆ ปี องค์พระพุทธรูปมีลักษณะ และขนาดใกล้เคียงกับพระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน องค์พระนอนมีพุทธลักษณะที่งดงาม พระพักตร์ยิ้มละไม สงบเยือกเย็นน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ได้เคยเสด็จมาสักการะบูชา อาทิเช่น พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จมาเมื่อ พ.ศ. 2296 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ในปี พ.ศ. 2421 และ 2451 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเสด็จฯ มาถวายผ้าพระกฐินต้นในปี พ.ศ.2516 และเสด็จมานมัสการอีกครั้งในปี พ.ศ. 2518 พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศต่างนิยมมานมัสการเป็นเนืองนิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดขุนอินทประมูล ยังมีซากโบราณสถานวิหารหลวงพ่อขาว ซึ่งเหลือเพียงฐาน ผนังบางส่วนและองค์พระพุทธรูป และ ในศาลาเอนกประสงค์ มีศาลรูปปั้นขุนอินทประมูลและโครงกระดูกมนุษย์ ขุดพบในเขตวิหารพระพุทธไสยาสน์เมื่อปี พ.ศ. 2541 ลักษณะนอนคว่ำหน้า มือและเท้ามัดไพล่อยู่ด้านหลัง เชื่อกันว่าเป็นโครงกระดูกขุนอินทประมูลแต่บ้างก็ว่าไม่ใช่ ซึ่งตามประวัติเล่ากันว่า เป็นนายอากรผู้สร้างพระพุทธไสยาสน์ โดยยักยอกเอาเงินของหลวงมาสร้างเพื่อเป็นปูชนียสถาน ครั้นพระมหากษัตริย์ทรงทราบรับสั่งถามว่าเอาเงินที่ไหนมาสร้าง ขุนอินทประมูลไม่ยอมบอกความจริงเพราะกลัวส่วนกุศลจะตกไปถึงองค์พระมหากษัตริย์ จึงถูกเฆี่ยนจนตาย วัดนี้จึงได้ชื่อว่า “วัดขุนอินทประมูล” &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5175647418326265874" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R9OX57wBMBI/AAAAAAAAA3s/D8HMrdVfMpg/s400/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A51.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;การเดินทาง สามารถใช้เส้นทางได้ 3 สายคือ สายอ่างทอง-อำเภอโพธิ์ทอง (เส้นทาง3064 ) แยกขวาที่กิโลเมตร 9 เข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร หรือใช้เส้นทางจากจังหวัดสิงห์บุรีไปทางอำเภอไชโยประมาณกิโลเมตรที่ 64-65 จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าถึงวัดเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร หรือใช้เส้นทางตัดใหม่สายอำเภอวิเศษชัยชาญ-โพธิ์ทอง (ถนนเลียบคลองชลประทาน) เมื่อถึงอำเภอโพธิ์ทองมีทางแยกเข้าวัดอีก 2 กิโลเมตร &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-392131836000559058?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/392131836000559058/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/03/blog-post_09.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/392131836000559058'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/392131836000559058'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/03/blog-post_09.html' title='วัดขุนอินทประมูล จ.อ่างทอง'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R9OYWLwBMCI/AAAAAAAAA30/U4TlgkuqT5A/s72-c/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A52.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-7819037289589689536</id><published>2008-03-09T14:29:00.002+07:00</published><updated>2008-03-09T14:51:36.540+07:00</updated><title type='text'>66 ร้านอร่อยในเยาวราช</title><content type='html'>&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;1.ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่วรจักร&lt;/span&gt; ตรอกบ้านดอกไม้ ถ.วรจักร&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ เป็นอาหารของคนจีนแต้จิ๋ว มีทั้งคั่วไก่และคั่วหมู ซึ่งต้องใช้เส้นใหญ่เท่านั้น โดยมีปลาหมึกกรอบและผักกาดหอมรองชาม ผัดเส้นให้สุกแห้งๆ และคั่วเร็วๆ ให้สุกกรอบ ใช้ไฟแรงและน้ำมันน้อย&lt;br /&gt;ราคา 35-45 บาท เปิด 17.00-23.00 น. (หยุดวันอาทิตย์) โทร.0-2224-6644&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;2.ข้าวสวยโปนายพล &lt;/span&gt;ปากซอยสวนมะลิ 1&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวสวยโป ข้าวหน้าเป็ดย่าง&lt;br /&gt;ราคา 30 บาทขึ้นไป เปิด 16.00-23.00 น. (หยุดวันพุธ) โทร.0-2224-7618&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;3.เนื้อวัวซุปเปอร์ยอดเยี่ยม&lt;/span&gt; ซอยสวนมะลิ 1 ใกล้ร้านข้าวสวยโปนายพล&lt;br /&gt;เมนูเด็ด เนื้อวัวตุ๋น น้ำซุปหอมหวาน เนื้อนุ่มเนียน&lt;br /&gt;ราคา 30-40 บาท เปิด 18.00-22.30 น. (หยุดวันพุธ) โทร.0-2224-7618&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;4.นครสนุก&lt;/span&gt; ถนนหลวง ตรงข้ามบริษัท วรจักรยนต์ หรือข้าง รพ.กลาง&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวหมูแดง หมูกรอบ&lt;br /&gt;ราคา 30 บาท เปิด 08.00-15.00 น.หรือจนกว่าของจะหมด โทร.0-2222-2864&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;5.เหลาะงาทิ้น&lt;/span&gt; (พูนเลิศ) ถนนหลวง (ใกล้ๆ ยาหอมปราสาททองโอสถ)&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวหน้าไก่ ซึ่งขายมากว่า 50 ปี&lt;br /&gt;ราคา 25 บาท เปิด 10.00-18.00 น. (วันจันทร์ปิด 14.00 น.) โทร.0-2221-7105&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;6.นายโซว&lt;/span&gt; ถนนไมตรีจิตต์ ข้างสุกี้เฮ้าส์และวัดพลับพลาไชย&lt;br /&gt;เมนูเด็ด หอยทอดกระทะร้อน ออส่วน เผือกหิมะ ร&lt;br /&gt;าคา 100 บาทขึ้นไป เปิด 11.00-14.00 น. และ 17.00-21.00 น.โทร.0-2221-1539&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;7.เซี้ย&lt;/span&gt; ตลาดปีระกาฝั่งเหนือ เวิ้งนาครเขษม ถ.จักรวรรดิ&lt;br /&gt;เมนูเด็ด เกาเหลาเนื้อวัวไร้เทียมทาน&lt;br /&gt;เปิด วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-14.00 น. โทร.0-2622-4765&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;8.หมี่หวานเจ๊เพ็ญ&lt;/span&gt; ในตลาดปีระกาฝั่งใต้ เวิ้งนาครเขษม&lt;br /&gt;เมนูเด็ด หมี่หวาน อาหารโบราณที่นับวันจะหากินยากขึ้นทุกที มีทั้งแบบร้อนและเย็น&lt;br /&gt;ราคา 15 บาท เปิด 09.30-16.00 น. โทร.0-6086-4166&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;9.เนื้อตุ๋นเวิ้งนาครเขษม&lt;/span&gt; ข้างตลาดปีระกา เวิ้งนาครเขษม ใกล้ร้านหมี่หวาน ขายมากว่า 50 ปี ขาประจำรู้จักกันในนาม เนื้อตุ๋นเจ๊ผอม&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ และ เกาเหลาเนื้อตุ๋น เครื่องเคราครบครัน บางอย่างหากินที่อื่นไม่ได้&lt;br /&gt;ราคา 40-50 บาท เปิด 09.00-16.00 น. โทร.0-2222-5057&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;10.ข้าวเสียโป&lt;/span&gt; ปาก ซอยเจริญกรุง 19&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวเสียโป หรือ ข้าวเฉโป ซึ่งสูตรเดิมๆ มีเครื่องปรุงโปะหน้า 10 กว่าชนิด ปัจจุบันเหลือประมาณไม่ถึง 10 อย่าง&lt;br /&gt;ราคา 30-40 บาท เปิด 16.00-20.00 น. โทร.0-2869-5213&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;11.ข้าวแกงเจ๊กปุ้ย&lt;/span&gt; ต้น ซอยมังกร ถ.เจริญกรุง&lt;br /&gt;แกงอร่อยทุกอย่าง แต่จานเด็ดที่สร้างชื่อมาตั้งแต่รุ่นพ่อคือ แกงกะหรี่เนื้อ (กาหรี่หงูบะ) และ แกงกะหรี่หมู (กาหรี่ตือบะ) กินกับพริกชี้ฟ้าหั่นแว่นและแตงกวา แนมด้วยกุนเชียง&lt;br /&gt;ราคา 20-50 บาท กินที่ร้านหรือใส่ถุงกลับบ้านก็ได้ เปิดทุกวันเวลา 16.00-21.00 น. โทร.0-2222-5229&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;12.ข้าวขาหมูนายโอ&lt;/span&gt; ข้างวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) เข้า ถ.มังกรประมาณ 50 เมตรเศษๆ ขายมาเกือบ 30 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวขาหมู ซึ่งใส่กุนเชียงที่อร่อยไม่มีใครเหมือน&lt;br /&gt;ราคา 20-40 บาท เปิด 07.00-14.00 น. โทร.0-2223-4006&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;13.ตือฮวนสองพี่น้อง&lt;/span&gt; ซอยเจริญกรุง 21 เยื้อง สน.พลับพลาไชย 1-2&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ตือฮวน ข้าวเหนียวยัดไส้&lt;br /&gt;เปิดเวลา 09.30-14.30 น. (หยุดวันพระ) โทร.0-2221-0443&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;14.บะหมี่จับกัง&lt;/span&gt; ปาก ซอยเจริญกรุง 23 (ตรอกเจริญชัย 1) ขายมากว่า 30 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด บะหมี่หมูอบ&lt;br /&gt;ราคา 20 บาท เปิด 09.00-20.00 น. (หยุดทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน) โทร. 0-2222-6769&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;15.เซี่ยงกี่ข้าวต้มปลา&lt;/span&gt; ซอยบำรุงรัตน์ (ตรอกม้าเก็ง) หลังโรงแรมแกรนด์ ไชน่า ปริ๊นเซส เปิด 17.00-23.00 น.&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวต้มปลา เกาเหลาเนื้อปลา&lt;br /&gt;ราคา 200-300 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;16.ตือฮวนจุกบี้&lt;/span&gt; ถนนบริพัตร ตลาดปีระกา เวิ้งนาครเขษม ใกล้เนื้อตุ๋นเจ๊ผอมและเซียะเกาเหลาเนื้อวัวไร้เทียมทาน และหมี่หวาน&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ตือฮวนจุกบี้ เมนูที่หากินยากมาก ตือฮวนคือไส้ จุกบี้คือข้าวเหนียว ข้าวเหนียวผสมถั่วลิสงสุกคลุกเคล้าแล้วยัดใส่ในไส้หมู นึ่งจนสุก หั่นเป็นชิ้นๆ จิ้มซีอิ๊วดำหวาน&lt;br /&gt;เปิดทุกวัน 07.00-17.00 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;17.นิวทายโหล้ง&lt;/span&gt; ถนนทรงสวัสดิ์ (สามแยก) เยาวราช&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวเหนียวหมูแดง อีหมี่ ข้าวราดหน้าไก่มลายู ขนมจีบทอดกรอบ ขายมากว่า 50 ปี ข้าวเหนียวหมูแดงเป็นตำรับกวางตุ้ง กินกับหมูแดง กุนเชียงกวางตุ้งและตับแก้ว ราดด้วยซีอิ๊วปรุงรส&lt;br /&gt;ราคา 30 บาท เปิด 11.30-21.30 น.(หยุดวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน) โทร.0-22217546&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;18.ห้อยจ้อ นภาพร&lt;/span&gt; ในตลาดเล่งบ้วยเอี้ย หรือตลาดใหม่ ใกล้ร้านพริกไทยง่วนสูน&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ห้อยจ้อ&lt;br /&gt;ราคา 35-100 บาท เปิด 06.00-16.00 น. โทร.0-2221-1278&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;19.บะหมี่เกี๊ยวฮ่องกง&lt;/span&gt; ตลาดเล่งบ้วยเอี้ย หรือตลาดใหม่&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวหน้าเป็ด บะหมี่เกี๊ยว&lt;br /&gt;ราคา 30 บาทขึ้นไปเปิด 06.00-18.00 น. โทร.0-2623-1992&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;20.ก๋วยเตี๋ยวคั่ว&lt;/span&gt; ปากซอยอิศรานุภาพ ด้าน ถ.เยาวราช ขายมากว่า 20 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ เส้นนุ่มและหอมควันไฟ จากการผัดด้วยกระทะทองเหลือง&lt;br /&gt;ราคา 30 บาท เปิด 20.00-03.00 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;21.แกงกะหรี่นายโย่ง&lt;/span&gt; ถนนเยาวราช ฝั่งขวา ปากซอยอิศรานุภาพ หน้าธ.กสิกรไทย เป็นแกงกะหรี่สไตล์จีนกวางตุ้ง&lt;br /&gt;เมนูเด็ด แกงกะหรี่ หมู เนื้อ&lt;br /&gt;ราคา 25-50 บาท เปิด 09.00-14.00 น.และ 16.00-02.00 น. โทร.0-2221-9908&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;22.ขนมจีบหน้าวัดญวน&lt;/span&gt; ถนนแปลงนาม หน้าประตูวัดมงคลสมาคม (วัดญวน) เจ้าของชื่อแป๊ะเซี้ยะขายอยู่บนรถเข็น ขายมาเกือบ 40 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ขนมจีบแต้จิ๋ว ซึ่งขายได้วันละพันกว่าลูก เปิด 12.00-19.00 น. โทร.0-2223-7344&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;23.ข้าวพระรามลงสรง (ซาแต้)&lt;/span&gt; ถนนแปลงนาม ใกล้ทางเข้าตลาดกรมภูธเรศ&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวพระรามลงสรง&lt;br /&gt;ราคา 25- 40 บาท เปิด 13.30-19.00 น. (หยุดวันพุธ) โทร.0-9754-7548 พระรามลงสรงเป็นอาหารโบราณ ที่ประกอบด้วยผักบุ้งลวก เนื้อหมูลวก และน้ำพระรามลงสรงที่ปรุงด้วยเครื่องแกง และถั่วลิสง เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;24.ข้าวต้มแปลงนาม 24 น.&lt;/span&gt; ต้นถนนแปลงนาม ติดถนนเจริญกรุง มีกับข้าวให้เลือกกว่า 40 อย่าง&lt;br /&gt;เมนูเด็ดคือ ขาไก่น้ำแดง ซี่โครงหมูกรอบ มะระตุ๋นกระดูกหมู&lt;br /&gt;ราคา 15-20 บาท เปิดทุกวันตลอด 24 ชม. โทร.0-2623-0907&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;25.บะหมี่ปูสะพานพุทธ&lt;/span&gt; ถนนราชวงศ์ หน้าบริษัท ขวานทอง&lt;br /&gt;เมนูเด็ด บะหมี่ปู ซึ่งใช้เนื้อปูเยอะ&lt;br /&gt;ราคา 20-150 บาท เปิด 17.00-20.30 น. (หยุดวันอาทิตย์) โทร.0-1845-1315&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;26.ผัดไทย เจ้าเก่าสำเพ็ง&lt;/span&gt; ปากซอยวานิช 1 ถ.ราชวงศ์ ข้าง ธ.กรุงศรีฯ สาขาราชวงศ์&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ผัดไทยสูตรดำเนินสะดวก เส้นเล็กแบบโบราณ รสชาติต่างจากเส้นจันทน์ และใช้ไข่เป็ด ขายมาเป็นรุ่นที่ 4&lt;br /&gt;ราคา 25 บาท เปิด 18.30-23.00 น. (หยุดเสาร์-อาทิตย์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;27.กวยจั๊บนายเล็กอ้วน&lt;/span&gt; ปากซอยเจริญกรุง 16 (ซ.อิศรานุภาพ) ติด ถ.เยาวราช จำง่ายๆ หน้าร้านทองจินฮั่วเฮง&lt;br /&gt;เมนูเด็ด กวยจั๊บน้ำใส ขายมากว่า 30 ปี&lt;br /&gt;ราคา 30-50 บาท ขายวันพฤหัสบดี-อาทิตย์ เวลา18.00-02.00 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;28.ข้าวพระรามลงสรง&lt;/span&gt; เป็นร้านไม่มีชื่อ แต่อยู่ที่ต้นซอยไพบูลย์ต่อกับซอยผลิตผล&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวพระรามลงสรง ซึ่งปัจจุบันหากินอร่อยๆ ยาก&lt;br /&gt;ราคา 25-30 บาท เปิด 08.00-16.00 น.โทร.0-2215-9930&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;29.ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานายเม้ง&lt;/span&gt; ซอยไพบูลย์สมบัติ&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเย็นตาโฟ เครื่องเคราครบครัน ซดแล้วชื่นใจ&lt;br /&gt;ราคา 25-30 บาท เปิด 08.00-14.00 น.โทร.0-6997-7447&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#996633;"&gt;30.แต้เล่าจิ้นเส็ง&lt;/span&gt; ถนนเยาวพานิช&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ขนมเปี๊ยะ ขนมจันอับ หอม หวาน อร่อย&lt;br /&gt;ราคาตั้งแต่ 6 บาทขึ้นไป เปิด 09.00-19.30 น. โทร.0-2224-2142&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;31.ตั้งใจอยู่&lt;/span&gt; ถนนเยาวพานิช หัวมุมถนนพาดสาย ภัตตาคารเก่าแก่และชื่อแปลก&lt;br /&gt;เมนูเด็ด อื่อแซ ขาห่านอบพะโล้ ปลากระบอกจีนแช่เย็น&lt;br /&gt;เปิด 10.00-14.30 น., 17.00-22.00 น.โทร.0-2224-2167&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;32.ยิ้ม ยิ้ม ภัตตาคาร&lt;/span&gt; ถนนเยาวพานิช แยกหัวมุมถนนพาดสาย ชั้น 2 ของภัตตาคารตั้งใจอยู่ เป็นอาหารจีนแต้จิ๋วขายมากว่า 70 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ปลาดิบจีน ซึ่งต่างจากปลาดิบญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง และ ซ่งฮื้อหม้อไฟ&lt;br /&gt;เปิดทุกวัน 11.00-14.30 น. และ 17.00-23.00 น.โทร.0-2224-2205&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;33.ข้าวแกงกะหรี่อั่งม้อ&lt;/span&gt; ถนนพาดสาย ข้างภัตตาคารตั้งใจอยู่ เป็นแกงกะหรี่สไตล์จีน ที่ขายมากว่า 40 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวแกงกะหรี่เนื้อ แกงเผ็ดปลาช่อน&lt;br /&gt;ราคา 20-30 บาท เปิด 06.00-15.00 น. (หยุดวันอาทิตย์) โทร.0-2467-3292&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;34.นิวกวงเม้ง&lt;/span&gt; ถนนพาดสาย เยื้องภัตตาคารตั้งใจอยู่&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ฮื่อแซ ขาห่านอบหม้อดิน หูฉลาม&lt;br /&gt;จานละ 100 บาทขึ้นไป เปิด 11.00-14.00 น., 17.00-22.00 น.โทร.0-2224-2201&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;35.เล่าลี่หูฉลาม&lt;/span&gt; ต้นถนนผดุงด้าว ถนนเยาวราช ฝั่งขวา ใกล้ร้านทองสุพรรณ&lt;br /&gt;เมนูเด็ด หูฉลาม&lt;br /&gt;ราคา 300 บาท โทร.0-2223-0325, 0-2223-7341 เปิด 11.00-24.00 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;36.ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อเท็กซัส&lt;/span&gt; เลขที่ 36 ตรอกไทร ถนนผดุงด้าว ตรงข้ามโรงแรมไชน่า ทาวน์ ขายมากว่า 45 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อน้ำใส ซึ่งต้องกินกับน้ำส้มพริกตำและเส้นหมี่ขาว&lt;br /&gt;ราคา 25-30 บาท เปิดทุกวัน 11.00-23.00 น. โทร.0-2225-3203&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;37.หอยทอดตรอกไทร&lt;/span&gt; ในตรอกไทร ถนนผดุงด้าว (หลังร้านแต้ป้อฮวด) ขายมากว่า 60 ปี บางคนเรียกว่า ร้านชลพร&lt;br /&gt;เมนูเด็ด หอยทอด ออส่วน ขนมหัวผักกาด&lt;br /&gt;ราคา 30-80 บาท เปิด 10.00-18.00 น.โทร.0-2221-3050&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;38.เล่าตั้งลือชื่อห่านพะโล้&lt;/span&gt; ถนนเยาวราช ฝั่งขวามือ ใกล้โรงเรียนสอนตัดเสื้อพรทิพย์ ขายมากว่า 20 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ห่านพะโล้ เนื้อนุ่ม แน่น หอมเครื่องยาจีน&lt;br /&gt;จานละ 50-300 บาท เปิด 08.00-15.00 น. โทร.0-2221-6070&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;39.อ้วนเกาเหลาเลือดหมู&lt;/span&gt; ถนนเยาวราช ฝั่งซ้ายมือ หัวมุมถนนผดุงด้าว ตรงข้ามบริษัทเมืองทอง&lt;br /&gt;เมนูเด็ด เกาเหลาเลือดหมู ซดร้อนๆ หรือกินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก&lt;br /&gt;ราคา 40-50 บาท โทร.0-6321-4311 เปิด 19.00-04.00 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;40.นายอั้งเก่าทรงวาด&lt;/span&gt; ถนนเยาวราช ฝั่งซ้าย ใกล้ร้านทองโซวเซ่งเฮง&lt;br /&gt;เมนูเด็ด บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง&lt;br /&gt;ราคา 30 บาท เปิด 17.30-23.30 น. (หยุดวันพุธ) โทร.0-6008-7907&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6666cc;"&gt;41.เอ็กเต็งผู่กี่&lt;/span&gt; ถนนพาดสาย ใกล้ทางออกถนนทรงสวัสดิ์&lt;br /&gt;เมนูเด็ด เครื่องดื่ม ขนมปังปิ้ง&lt;br /&gt;ราคา 10 บาท ขนมปังสังขยา 12 บาท เปิด 03.30-21.30 น. โทร.0-2221-4484&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;42.เอี๊ยะแซ&lt;/span&gt; ถนนพาดสาย หัวมุมถนนตัดกับถนนผดุงด้าว ร้านกาแฟอายุกว่า 100 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด กาแฟร้อน-เย็น และ ขนมปังปิ้ง เปิด 05.00-22.00 น.โทร.0-1573-3388&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;43.เจริญพร&lt;/span&gt; จึงอังลัก ถนนทรงสวัสดิ์ ใกล้ห้าแยกพลับพลาไชย หรือร้านเจริญพร&lt;br /&gt;เมนูเด็ด หมูสะเต๊ะ ข้าวพระรามลงสรง เปิด 10.00-22.00 น.โทร.0-2225-9226&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;44.ลอดช่องสิงคโปร์&lt;/span&gt; สามแยกเจริญกรุง ตรงข้าม ธ.เอเชียขายมากว่า 50 ปี เป็นร้านแรกที่ขายลอดช่องสิงคโปร์ในเมืองไทย&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ลอดช่องสิงคโปร์ เปิด 11.00-22.00 น. (หยุดวันพฤหัสบดี) โทร.0-2221-5794&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;45.ก๋วยจั๊บน้ำข้นเฮียจั๊ว&lt;/span&gt; ถนนจักรวรรดิ (ตรอกข้าง ธ.กรุงศรีอยุธยา) ขายมากว่า 30 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด กวยจั๊บน้ำข้น ความพิเศษอยู่ที่หนังหมูต้มพะโล้&lt;br /&gt;ราคา 20 บาท เปิด 07.00-16.00 น. โทร.0-2223-6347&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;46.ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานายย้ง&lt;/span&gt; ถนนทรงวาด ระหว่าง ซ.อาเนี้ยเก็งกับ ถ.มังกร&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา&lt;br /&gt;ราคา 30-40 บาท เปิด 17.00-22.00 น. (หยุดวันอาทิตย์) โทร.0-1835-6261&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;47.อุไร&lt;/span&gt; ถนนทรงวาด ตรงข้าม ธ.เอเชีย ถ.ทรงวาด&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ห่านพะโล้ เนื้อนุ่ม น้ำซุปหอม เข้มข้น&lt;br /&gt;ราคา 60-850 บาท เปิด 10.00-12.00 น. (หยุดวันพระจีน ขึ้น 1 ค่ำ และขึ้น 15 ค่ำ) โทร.0-2221-4413&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;48.ลิ้มเล่าซา&lt;/span&gt; ถนนทรงวาด ด้านฝั่งเจ้าพระยา เลย ธ.เอเชียไปเล็กน้อย&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา เหนียวหนุบหนับด้วยเนื้อปลา&lt;br /&gt;ราคา 30 บาท เปิด 19.00-23.00 น. โทร.0-1551-4936&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;49.ลิ้มเหล่าโหงว&lt;/span&gt; ถนนทรงสวัสดิ์ (หน้าบริษัทเจียไต๋)&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นปลานิ่มและกรอบ จนลูกค้าเรียกกันว่า “ลิ้มเหล่าโหงวลูกชิ้นปลากระโดดได้”&lt;br /&gt;เปิดทุกวัน 19.00-23.00 น. ราคา 20-50 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;50.สีมรกต&lt;/span&gt; ซอยสุกร 1 (ตรอกโรงหมูเก่า) ถ.ตรีมิตร เข้าซอยไปราว 200 ม.&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวหมูแดง หมูแดงชิ้นใหญ่มาก ไข่เป็นยางมะตูม&lt;br /&gt;ราคา 25-50 บาท เปิดทุกวัน 11.00-21.00 น. (หยุดวันอาทิตย์) โทร.0-22365202&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;51.ชองกี่หมูสะเต๊ะ&lt;/span&gt; ซอยสุกร 1 (ตรอกโรงหมูเก่า) ถ.ตรีมิตร ขายมากว่า 65 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด หมูสะเต๊ะ ตับสะเต๊ะ เคยขึ้นโต๊ะรับแขกบ้านแขกเมืองเป็นประจำ&lt;br /&gt;จานละ 35-70 บาท เปิด 09.30-19.00 น. (วันจันทร์ปิด 14.00 น.) โทร.0-2639-6584&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;52.ตั้งจั๊วหลี&lt;/span&gt; ถนนข้าวหลาม ข้าง ธ.เอเชีย&lt;br /&gt;เมนูเด็ด หัวปลาเผือก ออส่วน ปลาดิบจีนโบราณ&lt;br /&gt;ราคา 100 บาทขึ้นไป เปิด 11.00-22.00 น. โทร.0-2236-4873&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;53.กว้านสิ่วกี่&lt;/span&gt; ถนนเจริญกรุง ฝั่งซ้าย ก่อนถึง ซ.เจริญกรุง 20&lt;br /&gt;เมนูเด็ด เป็ดย่าง ที่อร่อยมาก นอกนั้นยังมี บะหมี่เป็ดย่าง ติ่มซำ ขนมเปี๊ยะ เปิด 09.00-19.00 น. โทร.0-2234-6384&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;54.เป็ดตุ๋นเจ้าท่า&lt;/span&gt; ตลาดน้อย หน้าวิทยาลัยสารพัดช่างเอี่ยมลออ ใกล้กรมเจ้าท่า เปิดมากว่า 25 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด เป็ดตุ๋น ไส้เป็ด ผัดซีอิ๊วไทย อย่างหลังนี้ไม่มีใครเหมือน&lt;br /&gt;ราคา 30-40 บาท เปิด 10.00-16.30 น. (หยุดวันอาทิตย์) โทร.0-2233-2541&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;55.เผือกหิมะ (ไม่มีชื่อร้าน)&lt;/span&gt; ซอยวานิช 2 ข้างกรมเจ้าท่า ไม่ไกลจากเป็ดตุ๋นเจ้าท่า&lt;br /&gt;เมนูเด็ด เผือกหิมะ ซึ่งปัจจุบันหากินยาก&lt;br /&gt;ราคาขีดละ 20 บาท เปิด 07.00-13.00 น. (หยุดวันอาทิตย์) โทร.0-9259-3448&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;56.ด่านเต้งลี่&lt;/span&gt; อาคารกาลหว่าร์ ชั้น 2 ถ.โยธา&lt;br /&gt;เมนูเด็ด สลัดเนื้อสัน กุ้งเผา กุ้งพล่า สตูลิ้นวัว ปลาทอด เปิดวันจันทร์-เสาร์ เวลา 11.00-19.30 น. โทร.0-2639-0196&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6666;"&gt;57.เลิศรสโภชนา&lt;/span&gt; ปากซอยโยธา ตลาดน้อย วัดกาลหว่าร์ กรมเจ้าท่า&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ขาหมูเลิศรส แพะตุ๋นน้ำแดง มะระอบเต้าซี่ ขาไก่น้ำแดง เปิดทุกวัน 11.00-14.30 น. และ 17.00-23.00 น. โทร.0-2233-4529&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;58.จุ้ยก้วย (ไม่มีชื่อร้าน)&lt;/span&gt; ซอยวานิช 2 ข้างห้างสรรพสินค้าริเวอร์ซิตี้&lt;br /&gt;เมนูเด็ด จุ๋ยก้วย ขนมถ้วยจีนแต้จิ๋วที่กำลังจะสูญหายไป ราคา 20 บาท เปิด 09.00-13.00 น. (วันอาทิตย์เปิด 08.00 น.) โทร.0-2472-2297&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;59.เฮียชัย บะหมี่เกี๊ยวกวางตุ้ง&lt;/span&gt; ปากซอยวานิช 2 ข้างห้างสรรพสินค้าริเวอร์ซิตี้ ไม่ไกลจากร้านจุ๋ยก้วย&lt;br /&gt;เมนูเด็ด บะหมี่เกี๊ยวกวางตุ้ง&lt;br /&gt;ราคา 20-40 บาท โทร.0-2234-5803 เปิด 11.00-16.00 น. (หยุดวันอาทิตย์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;60.นิวยืนยง&lt;/span&gt; ถนนลำพูนไชย (ทรงสวัสดิ์) ขายมากว่า 60 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมนูเด็ด บะหมี่ลูกชิ้นปลา เส้นหมี่เหนียวนุ่ม น้ำซุปหอมหวาน&lt;br /&gt;ราคา 30-35 บาท เปิดทุกวัน 08.00-20.00 น. โทร.0-22244212&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;61.ขนมจีบทรงวาด&lt;/span&gt; เจ้าของชื่ออาเหลียง เข็นรถขายอยู่แถวถนนทรงวาด เรื่อยไปจนถึงท่าน้ำสวัสดี ขายคู่กับถนนทรงวาดมากว่า 60 ปี&lt;br /&gt;เอกลักษณ์สำคัญคือเสียงตะโกน “เสียวบี่ ยัวะยั่ว” แปลเป็นไทยว่า “ขนมจีบร้อนๆ มาแล้วจ้า...”เป็นขนมจีบแต้จิ๋วใช้เนื้อหมูล้วน ขณะที่ลูกสะใภ้อาเหลียงตั้งร้านขายอยู่หน้าร้านเซเว่นฯ หัวมุมถนนทรงวาด เวลา 17.00 เป็นต้นไป โทร.0-22238853&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc33cc;"&gt;62.ข้าวต้มซี่โครงหมู&lt;/span&gt; ปากซอยเจริญกรุง 16 หน้าร้านทองยู่หลงกิมกี่ ขายมาหลายสิบปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวต้มซี่โครงหมู ที่ต้มด้วยเตาถ่าน กินกับปาท่องโก๋ตัวโต ขายวันอังคาร - เสาร์ เวลา 21.00-02.00 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33cc00;"&gt;63.ข้าวมันไก่กวนอู&lt;/span&gt; ซอยอิศรานุภาพ ปากทางเข้าตลาดเก่าเยาวราช ขายมากว่า 20 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ข้าวมันไก่ ซึ่งใช้ไก่เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเจ้าของร้าน รสชาติต่างจากไก่ทั่วไป เปิดทุกวันเวลา 06.00-12.30 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;64.ตั้งจิวหลง&lt;/span&gt; ถนนพาดสาย หลังเทียนกัวเทียน หน้าร้านมีรูปวาดไก่ดำ ขายอาหารตุ๋นสไตล์ฮกเกี้ยนบำรุงสุขภาพสารพัดมากว่า 40 ปี&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ไก่ดำตุ๋นยาจีน เปิดเวลา 09.00-18.00 น.หยุดอาทิตย์วันเดียว โทร.0-16141784&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#009900;"&gt;65.ก๋วยเตี๋ยวเจ๊ปุ้ย&lt;/span&gt; ถนนไมตรีจิตต์ ก่อนถึงห้าแยกพลับพลาไชย ราว 20 เมตรฝั่งตรงข้ามเป็นวัดพลับพลาไชยและหอยกระทะนายโซว&lt;br /&gt;เมนูเด็ด ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ฮื่อก้วย และ ลูกชิ้นปลา เปิดทุกวัน ประมาณ 09.00-17.00 น. (หยุดวันพุธและอาทิตย์สุดท้ายของเดือน) โทร.0-2 224-4351&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;66.นายฮี้&lt;/span&gt; ถนนตรีมิตร ซอยสุกร 1 ใกล้ๆ กันมี 2 ร้าน ร้านแรก “นายฮี้”&lt;br /&gt;เมนูแนะนำ กุยช่ายไส้เผือก ไส้หน่อไม้ ไส้มันแกว เปิดทุกวัน (หยุดเฉพาะเทศกาลไหว้เจ้า) เวลา 12.30-15.00 น.หรือจนกว่าจะหมด โทร.0-28913239 ใกล้ๆ กันมีร้าน “เบ๊ซุ่นหลี” ขาย ขนมตุ๊บตั๊บ คอห่าน และ งาพอง อร่อยมาก ขาย 07.30-20.30 น.ทุกวัน โทร.0-22361001&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จอดรถ การเดินทางไปเยาวราชตลอดจนบริเวณใกล้เคียง ด้วยรถโดยสารสาธารณะจะสะดวกที่สุด แต่ถ้านำรถส่วนตัวไปจะหาที่จอดยาก ที่จอดรถดังต่อไปนี้สามารถช่วยได้ แต่ต้องเสียค่าจอด ควรสอบถามให้ชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.ถ.เยาวราช ฝั่งซ้าย จอดได้ฟรีตั้งแต่เวลา 20.00-06.00 น.&lt;br /&gt;2.โอเดียนพลาซ่า ใกล้วงเวียนซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;3.โรงแรมไวท์ ออร์คิด ถ.เยาวราช ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;4.โรงแรมแกรนด์ ไชน่า สี่แยกราชวงศ์ ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;5.วัดสัมพันธวงศ์ ถ.ทรงสวัสดิ์ ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;6.อาคารฮั่วเซ่งเฮง ถ.เยาวพานิช ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;7.สมาคมฮากกา ถ.พาดสาย เวลา 06.00-22.00 น.&lt;br /&gt;8.ที่จอดรถคาเธย์ ถ.เยาวราช ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;9.อาคารกาญจนทัต ถ.เยาวราช ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;10.วัดจักรวรรดิราชาวาส ถ.จักรวรรดิ ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;11.วัดชัยชนะสงคราม (วัดตึก) ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;12.เท็กซัสสุกี้ ถ.ผดุงด้าว ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;13.ไชน่าทาวเวอร์ ถ.มังกร เวลา 06.00-21.00 น.&lt;br /&gt;14.โรงหนังเฉลิมบุรีเก่า ถ.ทรงสวัสดิ์ เวลา 05.00-24.00 น.&lt;br /&gt;15.วัดชัยภูมิการาม ถ.เยาวพานิช ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;16.ถ.พาดสาย เป็นที่จอดรถ กทม.มีเจ้าหน้าที่เดินเก็บค่าจอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณ &lt;a href="http://www.horapa.com/index.php"&gt;โหระพาดอทคอม&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-7819037289589689536?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/7819037289589689536/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/03/66.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7819037289589689536'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/7819037289589689536'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/03/66.html' title='66 ร้านอร่อยในเยาวราช'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-1247853766685358849</id><published>2008-03-09T13:57:00.005+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:41.759+07:00</updated><title type='text'>ลัดเกาะเกร็ด</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;div&gt;ลัดเลาะเกาะเกร็ด ชมวิถีชีวิตชาวมอญ&lt;br /&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ภาพเจดีย์เอียงตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เสียงร่ำลือถึงความประณีตในการประดิษฐ์เครื่องปั้นดินเผาของชาวมอญ รวมไปถึงอาหารที่ขึ้นชื่ออย่างข้าวแช่รามัญ ก๋วยเตี๋ยวหน่อกะลา ทอดมันหน่อกะลา ขนมไทยหลากหลายชนิด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งเย้ายวนให้ผู้คนต่างหลั่งไหลกันมาเยือนเกาะเล็กๆ นามว่า “เกาะเกร็ด” แห่งนี้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5175635482612150210" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R9ONDLwBL8I/AAAAAAAAA3E/l5MPGQ2khl8/s400/KohKredMapL_750.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แต่เดิมเกาะเกร็ดเป็นแหลมที่ยื่นไปตามความโค้งของแม่น้ำเจ้าพระยาชื่อว่า “บ้านแหลม” ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัดเกาะเกร็ดขึ้นเพื่อเป็นทางลัดจากปากเกร็ดไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดปากอ่าว และวัดสนามไชย ด้วยความแรงของกระแสน้ำ ทำให้ลำคลองกว้างขึ้น จนบริเวณเกาะเกร็ดกลายเป็นเกาะดังที่เห็นในปัจจุบัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เกาะเกร็ดเป็นย่านชุมชนที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เนื่องจากเป็นเส้นทางผ่านไปยังกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่เป็นคนเชื้อสายมอญที่อพยพในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งจะเห็นได้จากวัดวาอารามต่างๆ บนเกาะ เครื่องปั้นดินผาแบบมอญโบราณ รวมไปถึงอาหารการกินที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;การเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะเกร็ดนั้นแสนจะสะดวกสบาย ด้วยทางเดินปูนทอดยาวไปรอบเกาะ คุณสามารถเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ เริ่มจากวัดปรมัยยิกาวาส ซึ่งนับเป็นวัดสำคัญของเกาะแห่งนี้ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา แต่ถูกทิ้งร้างหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าวัดอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะและสร้างศาสนสถานขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R9OOCLwBL_I/AAAAAAAAA3c/rmVVJo5Crpk/s1600-h/01.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5175636564943908850" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R9OOCLwBL_I/AAAAAAAAA3c/rmVVJo5Crpk/s400/01.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;สิ่งน่าสนใจภายในวัดแห่งนี้ที่ไม่ควรพลาดชมคือ “พระมหารามัญเจดีย์” ซึ่งเป็นเจดีย์แบบรามัญซึ่งจำลองมาจากเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี ประเทศพม่า ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย และ “เจดีย์มุเตา” ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงรามัญสูงประมาณ 3 เมตร ตั้งอยู่ริมน้ำด้านขวา องค์เจดีย์มีลักษณะทรุดเอียงเล็กน้อย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เดินออกจากวัดไปไม่ไกลก็จะพบกับ “พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา” (กวานอาม่าน) ซึ่งเป็นที่รวบรวมเครื่องปั้นดินเผามอญแบบโบราณไว้มากที่สุด มีทั้งหม้อน้ำรุ่นเก่าที่เก็บรักษาไว้ และหม้อน้ำที่ปั้นตามกรรมวิธีแบบโบราณทั้งขั้นตอนการปั้นและการเผา เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบสานรูปแบบและลวดลายของเครื่องปั้นดินเผามอญโบราณไว้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เดินดูนั่นชมนี่มาเป็นพักใหญ่แล้ว หากกำลังมองหาของกินอยู่ละก็ ขอแนะนำ “ข้าวแช่รามัญ” ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของชาวมอญ อร่อยเย็นชื่นใจ หรือจะลิ้มลอง “ทอดมันหน่อกะลา” ซึ่งจะใส่หน่อกะลาลงไปแทนถั่วฝักยาว ทอดขายกันร้อนๆ ใส่มาในกระทง ราดด้วยน้ำจิ้ม อร่อยเด็ดอย่าบอกใคร &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นอกจากนี้ยังสามารถเข้าเยี่ยมชมการทำเครื่องปั้นดินเผาได้ที่ “ศูนย์สาธิตแกะสลักเครื่องปั้นดินเผาจ๋อมแจ๋ม" คุณจะได้เห็นทุกขั้นตอนของการทำเครื่องปั้นดินเผาอย่างใกล้ชิด พร้อมกับเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในราคาย่อมเยา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R9OOybwBMAI/AAAAAAAAA3k/-xFUs_p26fk/s1600-h/02.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5175637393872596994" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R9OOybwBMAI/AAAAAAAAA3k/-xFUs_p26fk/s400/02.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เมื่อมาเที่ยวเกาะเกร็ดทั้งที ก็น่าจะได้ชมทัศนียภาพของเกาะแห่งนี้โดยรอบ ด้วยการล่องเรือชมบรรยากาศรอบๆ เกาะ ซึ่งเรียกคลองแห่งนี้ว่า “คลองขนมหวาน” เพราะนอกจากจะได้สัมผัสกับธรรมชาติแล้ว ยังจะได้เข้าชมการทำขนมไทยกันที่ “บ้านคุณแอ๊ว” ซึ่งเป็นบ้านขนมไทยที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความอร่อย โดยมีขนมไทยให้เลือกกินมากมาย อาทิ คุณเอก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมชั้น ข้าวแช่ ฯลฯ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวความน่าสนใจของเกาะเล็กๆ แห่งนี้ที่เราหยิบยกมาเรียกน้ำย่อยคุณผู้อ่านเท่านั้น เพราะยังมีวัดไผ่ล้อม วัดเสาธงทอง วัดฉิมพลีสุทธาวาส และสิ่งละอันพันละน้อยตลอดการเดินทางรอบเกาะแห่งนี้รอคุณมาเยือนด้วยตนเอง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-1247853766685358849?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/1247853766685358849/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/03/blog-post.html#comment-form' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/1247853766685358849'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/1247853766685358849'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/03/blog-post.html' title='ลัดเกาะเกร็ด'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R9ONDLwBL8I/AAAAAAAAA3E/l5MPGQ2khl8/s72-c/KohKredMapL_750.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-359447767130189864</id><published>2008-02-25T07:38:00.002+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:41.875+07:00</updated><title type='text'>มาเดินเพื่อสุขภาพกันเถอะ</title><content type='html'>การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างภูมิต้านทานโรค ชะลอความโรยรา สร้างความฟิตและเฟิร์มกันได้มั่กๆ (ขอบอก) อย่างรายงานผลการศึกษาล่าสุดเขาบอกว่าการออกกำลังกายนั้นจะช่วยให้ระบบชีวภาพของร่างกายคนเราแข็งแรงหรือคงสภาพดีเหมือนเมื่อมีอายุอ่อนกว่าอายุที่เป็นจริงสูงสุดถึง 9 ปี เชียวแหละ!!!&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ฟังแค่นี้ คนที่ขี้เกียจออกกำลังกายคงอยากหันมาออกกำลังกายบ้างแล้วใช่ไหมล่ะ?? เอาเป็นว่า ถ้ายังขี้เกียจ และไม่รู้จะเริ่มยังไงดี ฉบับนี้ขอแนะนำให้เริ่มต้น "เดิน" เพื่อสุขภาพ รับปีหนูกันดีกว่า อ๊ะๆ แต่อย่าคิดเชียวนะว่าแค่เดินใครก็เดินกันได้ แค่เดินคงไม่ได้ประโยชน์อะไรมากมาย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5170711943087303090" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R8IPHduWqbI/AAAAAAAAA1A/i9jU6G62kiE/s400/Copy+of+j0428485.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แค่คิดก็ผิดแล้ว!! อย่าประเมินค่าการเดินต่ำไปนะจ๊ะ เพราะการเดินนั้น คือการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ต้องการออกซิเจนจำนวนมาก ถ้าเดินอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ก็จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้แก่หลอดเลือดและหัวใจ ช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ที่สำคัญ การเดินจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อข้อและเอ็นเหมือนการออกกำลังกายชนิดอื่น ๆ &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แต่ไม่ใช่เดินกันช้า ๆ เหมือนเต่าเหนื่อยนะจ๊ะ ต้องเดินกันเร็ว ๆ ในระดับที่เหงื่อออก อยากกระซิบบอกอีกว่า วิธีลดน้ำหนักที่ให้ผลดีอีกอย่างก็คือ การเดินเร็วอย่างต่อเนื่องนี่แหละ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายมาก แค่เดินเร็วเพียงวันละ 1 ชั่วโมงก็จะลดโอกาสการเกิดโรคอ้วนได้ถึง 24 % &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ยิ่งคนที่มีพุงด้วยแล้ว ควรลดพุงด้วยการเริ่มต้นจากการเดินก่อน ทั้งนี้ จากผลการวิจัยในต่างประเทศ พบว่าคนอ้วนที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเดินออกกำลังกายแค่วันละ 30 นาทีสัปดาห์ละ 5 วัน ทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ทำให้น้ำหนักตัวลดลงจากเดิมได้ 5-7 % และได้มีการติดตามผลเป็นระยะเวลา 4 ปี เปรียบเทียบกับกลุ่มคนอ้วนที่ดำเนินชีวิตปกติ พบว่าอัตราการเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดลง 5-10% และลดไขมันในช่องท้องลงได้ 30%&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เอ้า!! ว่าแล้ว ก็เริ่มต้นออกกำลังกาย ด้วยการเดิน ได้แล้ว แต่เดี๋ยวก่อน เราต้องเตรียมรองเท้า และถุงเท้าสำหรับเดินที่ดีสักคู่กับเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายก่อนนะ ที่สำคัญ ยังแอบนำเทคนิค (นิดหน่อย) มาฝากกันด้วย เริ่มจากการอบอุ่นร่างกาย ด้วยการหายใจลึกๆ แกว่งแขนั้สะบัดมือ ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ประมาณ 5 -10 นาที แล้วก็สตาร์ทเดินกันได้เล้ย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอแถมอีกนิด การเดินนอกจากเป็นการออกกำลังกายอย่างดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มบุคลิกภาพอีกด้วย ดังนั้น เราจึงควรจัดท่าทางให้เหมาะสม ตามองตรงไปข้างหน้า คางตั้งตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง แขม่วหน้าท้อง แขนสองข้างเคลื่อนไหวใกล้กับลำตัว เมื่อเริ่มเดินให้กะระยะการก้าวให้ดี ไม่ควรถี่หรือห่างจนเกินไป &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แล้วอย่าลืมออกกำลังกายกันนะ เอ้า ฟิต แอนด์ เฟิร์ม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขอขอบคุณ คอลัมน์ ฟิตแอนท์เฟิร์ม : หนังสือพิมพ์มติชน&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5168554168869973060-359447767130189864?l=runnercorner.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://runnercorner.blogspot.com/feeds/359447767130189864/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/02/blog-post_25.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/359447767130189864'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5168554168869973060/posts/default/359447767130189864'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://runnercorner.blogspot.com/2008/02/blog-post_25.html' title='มาเดินเพื่อสุขภาพกันเถอะ'/><author><name>Runnercorner</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R8IPHduWqbI/AAAAAAAAA1A/i9jU6G62kiE/s72-c/Copy+of+j0428485.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5168554168869973060.post-4305189386606966880</id><published>2008-02-21T12:36:00.004+07:00</published><updated>2008-12-11T14:05:42.050+07:00</updated><title type='text'>ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของเพศสัมพันธ์</title><content type='html'>สมัยก่อนก็เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว คนที่เป็นนักมวยเวลาชกแพ้ลงมาหรือชกได้ไม่ดีเท่าที่ควรมักจะถูกกล่าวหาว่า นักมวยคนนั้นชอบเที่ยวผู้หญิง จึงทำให้ไม่มีแรงแล้วยังพากันเชื่ออีกว่า...ใครก็ตามที่เป็นนักกีฬาทีมชาติถ้ามีเมียก็ควรเลิกเล่นกีฬาได้แล้ว ที่เชื่อกันเช่นนี้ก็เพราะคิดว่าคนที่มีเมียจะต้องมีเพศสัมพันธ์บ่อย จึงทำให้หมดแรงง่ายนั่นเอง ครับ คนไทยส่วนใหญ่มองการมีเพศสัมพันธ์ คือ การทำลายแรง&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ที่ว่านี้หมายถึงนักกีฬาที่เป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ผมไม่ทราบ โค้ชหรือผู้จัดการทีมในสมัยก่อนจึงเป็นห่วงเรื่องนี้มาก ถึงขนาดคอยสอดส่องดูแล ไม่ให้นักกีฬาชายไปเที่ยวผู้หญิง โดยเฉพาะอยู่ในระหว่างแข่งขันกีฬา&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แม้ไม่ได้อยู่ระหว่างแข่งขันกีฬา ผู้จัดการทีมก็มักจะใช้วิธีสั่งเก็บตัวนักกีฬา เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้นักกีฬาออกไปเที่ยวเตร่ การเที่ยวเตร่ในที่นี้ ถ้าเป็นโสดก็หมายถึงไปร่วมเพศนั่นเอง และถ้าเป็นคนที่มีเมียแล้ว ก็ป้องกันไม่ให้นักกีฬาไปนอนกับเมีย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ส่วนในสมัยนี้ไม่มีใครห่วงเรื่องเพศสัมพันธ์กันต่อไปแล้ว นักกีฬาจะไปนอนกับใครก็เชิญตามสบายเป็นเรื่องของนักกีฬาคนนั้นๆ หรือจะกลับไปหาเมียก็ไม่เป็นไรอีกเช่นกัน ยกเว้นไปกินเหล้า เมายาหรือนอนดึกเพราะทั้ง 3 ประการหลังทำให้บั่นทอนกำลัง ส่วนการร่วมเพศไม่ถือว่าเสียหายก็เพราะแบบนี้จึงเห็นได้ว่า นักกีฬาระดับโลกหลายคน แม้นักมวยซึ่งต้องใช้กำลังมาก เวลาจะไปชกที่ไหนบางคนยังหอบหิ้วพกเมียไปด้วยเลย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt; &lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5169304228901333282" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_KWFGWSA6jNk/R70OztuWqSI/AAAAAAAAAzY/0j2z7ueSNFM/s400/Copy+of+j0409769.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นักฟุตบอลทีมชาติของบราซิลซึ่งถือได้ว่า มีฝีเท้าเป็นอันดับ 1 ของโลก และอีกหลายชาติที่เป็นชั้นนำของโลก จึงอนุญาตให้นักฟุตบอล นอนกับภรรยาได้ทั้งก่อนและหลังแข่งขันพูดง่ายๆ ก็คือ อยากทำอะไรก็ทำ เพราะไม่ถือว่าการร่วมเพศทำให้เสียแรง กลับมีผลดีในแง่ของการทำให้ผ่อนคลายสมอง อารมณ์เครียดที่สุมอยู่ลึกๆ โดยไม่รู้ตัวก็จะหมดไป นักกีฬาที่มีอารมณ์ดีก็จะใจเย็น ก่อให้เกิดความสุขุมรอบคอบกว่าคนที่กำลังเครียด&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แม้เปเล่ราชาฟุตบอลของโลกก็ยังเคยเปิดเผยเรื่องนี้ทำนองว่า...การได้ร่วมเพศก่อนเกมการแข่งขันสักระยะหนึ่ง (ใช้เวลา 2 หรือ 3 วัน) ก็จะทำให้เล่นฟุตบอลได้ดีขึ้น...&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ถ้านักกีฬาคนใดอ่านข้อเขียนของผมในวันนี้แล้ว ก็ลองปฏิบัติดูได้ ผลเป็นอย่างไรบอกให้ผมรู้ด้วยจะขอบคุณมาก ขอย้ำ!!!...ว่าให้ร่วมเพศในจำนวนเท่าที่ธรรมชาติกำหนด
